มาตรฐานการเรียนระนาดเอกระดับอุดมศึกษา
โดยสำนักมาตรฐานอุดมศึกษา
สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย เมษายน พ.ศ.2538
ความเป็นมาของเกณฑ์
ทบวงมหาวิทยาลัยได้รับมติจากคณะรัฐมนตรีให้จัดจัดทำเกณฑ์มาตรฐานการเรียน
การสอนดนตรีไทยตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงระดับปลาย เพื่อวางรูปแบบเนื้อหาสาระและการเรียนการสอนวิชาดนตรีไทยให้เป็นมาตรฐานเดียวกันต่อไปในอนาคต
ทบวงมหาวิทยาลัยจึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการผู้ทรงความรู้ และความสามารถทางด้านดนตรีไทยเป็นจำนวนมาก
มาจัดทำเกณฑ์ดังกล่าวโดยแบ่งระดับการเรียนการสอนออกเป็น 11 ระดับ ครอบคลุมไปถึงเครื่องดนตรีหลักๆที่ใช้บรรเลงกันในวงการดนตรีไทยแทบทุกประเภท
รวมทั้งการขับร้องด้วย เกณฑ์ที่เริ่มประกาศใช้เป็นอันดับแรกคือเกณฑ์ระดับ 4,
5 และ 6 ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาวิชาดนตรีไทยก่อนที่จะเข้าเรียนวิชาดนตรีไทยในระดับอุดมศึกษา
โดยเริ่มทดลองใช้ในปี พ.ศ.2541
ในบทนี้จึงขอนำเสนอสาระข้อมูลจากเกณฑ์มาตรฐานการเรียนดนตรีไทยในระดับอุดมศึกษา
ซึ่งร่างโดยคณะกรรมการและอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านดนตรีไทยจำนวนมากมายหลายท่าน
โดยจะขอนำเสนอเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐานในการเรียน "ระนาดเอก"
เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางให้ทราบถึงเนื้อหาสาระและความสำคัญในการฝึกตีระนาดที่กำหนดไว้เป็นเกณฑ์ในแต่ละระดับ
อันเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกเรียนระนาดเอกสมควรรับทราบไว้ สาระและข้อความต่อไปนี้ เป็นประโยคข้อความที่คัดเรียบเรียงมาจากเกณฑ์การฝึกตีระนาด
ของทบวงมหาวิทยาลัยเพียงบางส่วนที่เห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญซึ่งน่าจะนำมากล่าวไว้ในหัวข้อนี้
ระนาดเอก
1. การสำรวจความพร้อมและปรับเครื่องดนตรีก่อนการบรรเลง
ผู้บรรเลงระนาดต้องมีความรู้ในการปรับแต่งและจัดเตรียมเครื่องดนตรีก่อนที่จะ
เริ่มบรรเลงดังนี้
1.1 รางระนาดเอก
![]()
1.1.1
ตรวจสอบได้ว่ารางระนาด ไม่เอียง และ ไม่โคลง
![]()
1.1.2
ตะขอ สำหรับแขวนผืนระนาดเอก ด้านนอก ด้านใน
อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
1.2 ลูกระนาดเอก
![]()
1.2.1
ตะกั่ว ติดอยู่ที่ใต้ลูกระนาดทั้งปลายด้านนอกและด้านใน
![]()
1.2.2
ลูกระนาดแต่ละลูกไม่เรียงชิดติดกันเกินไป
![]()
1.2.3
บางลูกที่ไม่ติดตะกั่ว หมายถึงเสียงของลูกใช้ได้แล้วหรือตะกั่ว หลุดหายไป สามารถทดสอบและรู้ได้จากการไล่เสียง
![]()
1.2.4
ระยะช่องไฟระหว่างลูกระนาดแต่ละลูกเหมาะสมกัน
![]()
1.2.5
ติดตะกั่วที่หลุดออกมากลับเข้าที่ได้ตรงตำแหน่งที่เดิม (ไม่จำเป็น ต้องเรียบร้อยนักก็ได้)
![]()
1.2.6
ติดตะกั่วที่หลุดออกมากลับเข้าที่ได้ตรงตำแหน่งเดิมและตบแต่ง ให้เรียบร้อยได้
![]()
1.2.7
ติดตะกั่วที่หลุดออกมากลับเข้าที่ไม่ตรงตำแหน่งแต่ปรับให้ตรง เสียงเดิมได้
![]()
1.2.8
ติดตะกั่วที่ลูกระนาดเพื่อปรับเสียงให้ตรงระดับเสียงได้
1.3 ผืนระนาด
![]()
1.3.1
ตรวจสอบและรู้ว่าผืนระนาดด้านเสียงสูงแขวนอยู่ทางขวามือของผู้ตี
![]()
1.3.2
จัดให้ผืนระนาดแขวนอยู่บนขอทั้งสี่อย่างถูกต้องคือระดับเอียงลาดมา ทางผู้ตีเล็กน้อยและไม่กระทบขอบรางหรือสูงจากขอบรางประมาณ
1 นิ้วฟุต
![]()
1.3.3
ผูกเชือกเพื่อปรับผืนระนาดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ตามที่ต้องการ ด้วยเงื่อน
พิรอด และเก็บปลายเชือกที่เหลือทั้งสองชายไว้ในรางโดย พาดผ่านขอของระนาดด้านขวามือที่ใกล้ตัวผู้บรรเลง
1.4 ไม้ตีระนาดเอก
![]()
1.4.1
ไม้แข็ง
![]()
![]()
1.4.1.1
ตรวจดูว่าหัวไม้ต้องไม่คลอน
![]()
![]()
1.4.1.2
ตรวจดูหัวไม้ว่าต้องมีผ้าพันที่ไม่ฉีกขาดหรือหลุดลุ่ย
![]()
![]()
1.4.1.3
ตรวจดูว่าก้านไม้ระนาดไม่หักหรือเดาะ
![]()
![]()
1.4.1.4
ทดสอบว่าความแข็งต้องได้มาตรฐานเสียง (ที่แกร่งแก้ว)
![]()
1.4.2
ไม้นวม
![]()
![]()
1.4.2.1
เลือกไม้ตีได้ขนาดและน้ำหนักที่เหมาะสมกับชนิดของวัสดุ ที่ใช้ทำผืนระนาด (ไม้ไผ่ตงหรือไม้เนื้อแข็ง)
![]()
![]()
1.4.2.2
ตรวจดูว่าหัวไม้ระนาดต้องไม่คลอน
![]()
![]()
1.4.2.3
ตรวจดูว่าหัวไม้ต้องมีผ้าพันที่ไม่ฉีกขาดหรือหลุดลุ่ย
![]()
![]()
1.4.2.4
ตรวจดูว่าก้านไม้ระนาดไม่หักหรือเดาะ
![]()
![]()
1.4.2.5
ทดสอบได้ว่าหัวไม้ต้องไม่แข็งหรืออ่อนเกินไป
2. ท่านั่ง
นั่งขัดสมาธิราบให้ขาขวาทับขาซ้ายปลายเท้าขวาอยู่ใต้รางระนาดเอกด้านซ้าย
หรือนั่งพับเพียบลำตัวตรงให้ขาอยู่ห่างจาก เท้าระนาด
ด้านชิดตัวของผู้ตีประมาณ 4 นิ้ว หันหน้าเข้าหากึ่งกลางของผืนระนาด
3. ท่าจับไม้ตีระนาดเอกแบบพื้นฐาน
3.1 การจับแบบ ปากกา
หงายฝ่ามือจับไม้ตีข้างละอันให้ก้านไม้ตีทอดอยู่ในร่องอุ้งมือพร้อมกับใช้นิ้วกลาง
นิ้วนาง นิ้วก้อย จับก้านไว้ เหยียดนิ้วหัวแม่มือแตะอยู่ด้านข้างไม้ตีปลายนิ้วชี้กดที่ด้านล่าง
ของก้านไม้ ณ ประมาณจุดกึ่งกลางของไม้ตีให้พอเหมาะแก่การควบคุมน้ำหนักของไม้
แล้วจึงพลิกมือคว่ำลงเมื่อพร้อมที่จะเริ่มตี แขนทั้งสองอยู่ข้างลำตัวตามธรรมชาติ
งอข้อ ศอกเป็นมุมฉาก
3.2 การจับแบบ ปากไก่
จับเช่นเดียวกับปากกาแต่ปลายนิ้วชี้ต้องไพล่ลงข้างไม้ประมาณครึ่งองคุลี
3.3 การจับแบบ ปากนกแก้ว
จับเช่นเดียวกับปากกาแต่นิ้วชี้ไพล่ลงตั้งฉากกับก้านไม้ตีประมาณ
1 องคุลีเศษ (ประมาณข้อนิ้วมือข้อแรก)
4. วิธีตีระนาดเอก
4.1 ลักษณะการตี
![]()
4.1.1
ต้องตีตรงกลางของลูกระนาดเอกแต่ละลูก
![]()
4.1.2
วิธีตีใช้กล้ามเนื้อบังคับ ดังนี้
![]()
![]()
ก.
ใช้กล้ามเนื้อแขนเป็นหลักและใช้กล้ามเนื้อที่บังคับการเคลื่อน ไหวข้อมือร่วมด้วย
เรียกว่า ครึ่งข้อครึ่งแขน (เกร็งแขนปล่อยข้อ)
![]()
![]()
ข.
ในการตีด้วยความเร็วจะใช้ส่วนของกล้ามเนื้อตรึงหัวไหล่ไว้ เป็นหลักเพื่อให้กล้ามเนื้อแขนสามารถการตีได้คล่องตัว
ตีโดยการจับไม้ให้แน่น
![]()
4.1.3
ยกไม้ตีสูงประมาณ 6 นิ้วฟุต จากผืนระนาดเอก
4.2 วิธีการตีระนาดเอก มีหลายวิธีดังต่อไปนี้
![]()
4.2.1
ตีสองมือพร้อมกัน เป็นคู่ต่างๆ
![]()
4.2.2
ตีฉาก คือวิธีการตีให้มือทั้งสองลงพร้อมกันและได้น้ำหนักเท่ากัน
![]()
4.2.3
ตีเก็บคู่แปด คือการตี 2 มือพร้อมกันเป็นคู่
8 อาจจะเป็นหรือไม่เป็น ทำนองก็ได้
![]()
4.2.4
ตีสงมือ หรือ ตีสิม (ตีเสียงไพเราะ) คือการตีเก็บ
2 มือพร้อมกันให้ เสียงลงเท่ากันแล้วรีบยกมือขึ้นโดยเร็ว
![]()
![]()
4.2.4.1
ตีทีละเสียงเป็นพยางค์สั้นๆ
![]()
![]()
4.2.4.2
ตีดำเนินกลอน
![]()
4.2.5
ตีกรอ คือการตีคู่ต่างๆสองมือสลับกันด้วยน้ำหนักสองมือเท่ากัน
มือซ้ายลงก่อนมือขวา ยิ่งละเอียดเท่าใดยิ่งดีเท่านั้น
![]()
4.2.6
ตีสะเดาะ คือการตีสะบัดยืนเสียงคู่แปด
3 ครั้งห่างเท่าๆกันโดยเร็ว
![]()
4.2.7
ตีสะบัด คือการตีคู่แปด 3 ครั้ง ห่างเท่ากันโดยเร็วให้เสียงเคลื่อนที่เป็น
คู่เสียงต่างๆ เช่น
![]()
![]()
4.2.7.1
สะบัด 2 เสียง
![]()
![]()
4.2.7.2
สะบัด 3 เสียง
![]()
![]()
4.2.7.3
สะบัดข้าม เสียงทั้งขาขึ้นและขาลง
![]()
4.2.8
ตีกระพือ คือการตีเน้นคู่แปดให้เสียงดังเจิดจ้ากว่าปกติอย่างเป็น
ระเบียบ และ/หรือ เร่งจังหวะด้วยจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง
![]()
4.2.9
ตีกลอน คือการบรรเลงทำนองในลักษณะต่างๆอย่างมีความสัมพันธ์
และสัมผัสกลมกลืนกัน
![]()
4.2.10
ตีรัว คือการตีสลับมือ (ไม่พร้อมกัน) มือซ้ายลงก่อนมือขวา
ตีรัวให้ ละเอียดมากๆเช่น
![]()
![]()
4.2.10.1
รัวลูกเดียว
![]()
![]()
4.2.10.2
รัวเป็นคู่ต่างๆ
![]()
![]()
![]()
4.2.10.2.1
ตีรัวขึ้นรัวลง คือการตีรัวเคลื่อนจากเสียงหนึ่งไป ยังอีกเสียงหนึ่ง
![]()
![]()
![]()
![]()
รัวขึ้น
คือ รัวจากเสียงต่ำไปหาเสียงสูง
![]()
![]()
![]()
![]()
รัวลง
คือ รัวจากเสียงสูงไปหาเสียงต่ำ
![]()
![]()
![]()
4.2.10.2.2
รัวคาบลูกคาบดอก รัวคาบลูกคาบดอกคือการตีรัวเป็น
ทำนองเป็นวรรคตอนประโยค ต่อด้วยการตีเก็บทำนองเป็นวรรคตอนประโยคตามทำนองเพลง
มิใช่ตีเป็นทำนองเพลงที่ซ้ำกันกับการตีรัวทั้งนี้ยกเว้นกรณีที่ทำนองซ้ำกัน
![]()
![]()
![]()
4.2.10.3
รัวเป็นทำนอง (รัวพื้น) คือการดำเนินทำนองด้วย
วิธีการรัวโดยตลอดทั้งท่อน
![]()
![]()
![]()
4.2.10.4
รัวกรอด คือการตีรัวโดยวิธีบังคับเสียงช่วงท้ายให้
สั้นลงโดยวิธีกดหัวไม้ตี
![]()
![]()
![]()
4.2.10.5
รัวกรุบ คือการตีรัวโดยการกดหัวไม้ตีบังคับให้
เสียงสั้นลงอย่างฉับพลันในช่วงเริ่มต้น
![]()
![]()
![]()
4.2.10.6
รัวดุ คือการตีรัวเน้นกล้ามเนื้อแขนและหัวไหล่
พร้อมทั้งเกร็งข้อมือและนิ้วชี้กดหัวไม้เพื่อให้เสียงดังหนักแน่น
![]()
![]()
![]()
4.2.10.7
รัวเสียงโต คือการตีรัวด้วยการบังคับกล้ามเนื้อ
เหมือนการรัวดุแต่บังคับให้เสียงโปร่งกว่าโดยไม่กดหัวไม้และไม่กดนิ้วชี้เรียกว่า
รัวเปิดหัวไม้
![]()
![]()
![]()
4.2.10.8
รัวฉีกอก คือการตีรัวแล้วแยกมือจากกันไปหาเสียง ต่างๆที่ต้องการคือการตีรัวดำเนินทำนองด้วยวิธีพิเศษในลักษณะการตีสลับมือสลับ
เสียงเป็นทำนองต่าง ๆ
![]()
![]()
![]()
4.2.10.9
รัวไขว้มือ คือมือซ้ายตีอยู่เสียงหนึ่ง
มือขวาจะไขว้ ข้ามมือซ้ายตีรัวเป็นคู่เสียงต่างๆตีไขว้เป็นคู่เสียงอยู่กับที่หรือตีไขว้เป็นคู่เสียงเลื่อนขึ้น
หรือเลื่อนลงตามทำนองเพลง
![]()
![]()
![]()
4.2.10.10
รัวกระพือ คือการรัวแล้วเร่งเสียงให้ดังขึ้นกว่าปกติ
![]()
![]()
![]()
4.2.10.11
รัวปริบ คือการตีรัวแต่กดไม้ให้การสั่นสะเทือนมี
น้อยที่สุดและห้ามเสียงโดยกดหัวไม้ที่เสียงสุดท้าย
![]()
![]()
4.2.11
ตีขยี้ คือการตีเสียงให้มีความถี่มากกว่าการตีเก็บเป็น 2 เท่า
![]()
![]()
4.2.12
ตีตวาด คือการเน้นเสียงมือขวาให้หนักในเสียงแรก
ๆ
![]()
![]()
4.2.13
ตีกวาด คือการใช้ไม้ระนาดกวาดไปโดยเร็วหรือช้าบน
ผืนระนาดในลักษณะต่าง ๆ
![]()
![]()
4.2.14
ตีเก็บคู่ 16 คือการตีที่มือซ้ายมือขวาแยกทางกัน
![]()
![]()
4.2.15
ตีถ่างมือ (ตีเก็บผสมแยก) คือวิธีตีเก็บคู่แปดผสมแยกคู่เสียง
![]()
![]()
4.2.16
ตีปริบ ตีเช่นเดียวกับตีกรอแต่กดไม้ให้การสั่นสะเทือนมีน้อย
ที่สุดและห้ามเสียงโดยการกดหัวไม้ที่เสียงสุดท้าย
![]()
![]()
4.2.17
ตีสะบัดร่อน คือการตีคู่แปดสามครั้งห่างเท่ากันโดยเร็วให้เสียง
เคลื่อนที่เป็นคู่เสียงต่างๆด้วยวิธีเปิดหัวไม้เพียงให้สัมผัสกับผิวลูกระนาดแต่ละลูกโดย
เร็วอาจจะชุดเดียวหรือติดต่อกันหลายๆ ชุดก็ได้
หมายเหตุ ยังมีคำเรียกชื่อวิธีการตีระนาดเอกแบบอื่นๆอีกหลายวิธีซึ่งกำลังทำความ
กระจ่างเพื่อนำมาบรรจุเข้าเกณฑ์ ดังเช่นตีเสียง กลม
โปรย กริบ โรย กรุบ ร่อนริดไม้ โตผิวน้ำ กาไหล่ ร่อนน้ำลึก โตน้ำลึก โต โปร่ง
ร่อนใบไม้ไหว ร่อนผิวน้ำ
5. ความแม่นยำในการบรรเลงทำนองหลัก
หมายถึงความถูกต้องตามทำนองหลักของฆ้องวงใหญ่
คือทำนองเนื้อแท้ของผู้ ประพันธ์ที่ยังไม่ได้มีการแปลทำนอง
6. ความแม่นยำตามลักษณะการบรรเลงระนาด
พร้อมด้วยแนวการดำเนินทำนอง และจังหวะ
6.1 ความแม่นยำตามลักษณะการบรรเลงระนาดเอก
![]()
เป็นการประเมินความสามารถในการบรรเลงทางเพลงสำหรับระนาดเอกตาม
ที่ได้ฝึกฝนมาจากครูดนตรี ทางเพลง เหล่านี้ได้ประดิษฐ์ขึ้นมาจากทางเพลง
ทำนองหลัก ของฆ้องวงใหญ่ให้เหมาะสมกับลักษณะและบทบาทของระนาดเอกซึ่งผสมผสานกับ
กลวิธีการบรรเลงต่างๆให้เหมาะสมกับการบรรเลงเพลงตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาและ วิชาดนตรีไทยในแต่ละขั้นอันอาจเป็นทางเพลงที่ครูผู้ใหญ่ทางดนตรีไทยได้ประดิษฐ์
ขึ้นจนเป็นที่นิยมถ่ายทอดสืบกันมาหรือเป็นทางที่ครูดนตรีไทยทั่วไปได้ประดิษฐ์ขึ้น
เพื่อให้ลูกศิษย์ฝึกปฏิบัติก็ได้ สำหรับเกณฑ์ในขั้นที่ 1 ถึง 3 เน้นการดำเนินทำนองทำ
ด้วยการตีคู่แปดเป็นส่วนใหญ่
6.2 แนวการดำเนินทำนองเพลง
หมายถึงบรรเลงได้ถูกต้องตามความช้าเร็วของทำนองเพลง
6.3 จังหวะ
หมายถึงบรรเลงได้ถูกต้องตาม
จังหวะสามัญ และ จังหวะฉิ่ง
7. คุณภาพเสียงและรสมือ
7.1 คุณภาพเสียง
![]()
7.1.1
การตีให้เสียงหนักแน่นชัดเจนดังสม่ำเสมอ
![]()
7.1.2
ถ้าเป็นลูกที่ตีพร้อมกันสองมือต้องเป็นเสียงที่ดังและหนักแน่น พอกัน
![]()
7.1.3
นอกจากนี้คุณภาพของเสียงอาจเกิดจากการใช้น้ำหนักของมือ ทั้งสองข้างที่มีน้ำหนักต่างกันได้อีกลักษณะหนึ่งตามกลวิธีการตี
7.2 รสมือ
หมายถึงความสามารถในการปฏิบัติต่อระนาดเอกเพื่อบังคับให้เกิด เสียงที่ฟังแล้วมีความไพเราะอันเกิดจากการได้ฝึกปฏิบัติมาโดยถูกต้องตามลำดับรวมทั้ง
การดำเนินทำนองที่เหมาะสมกับการบรรเลงระนาดเอก
8. การ แปลทำนอง
ของระนาดเอก
หมายถึงความสามารถในการดำเนินทำนองด้วยสำนวนกลอนที่มีลักษณะเฉพาะ
โดยยึดเนื้อทำนองหลักของแต่ละเพลงเป็นแนวให้เกิดท่วงทำนองด้วยลักษณะตีเก็บเป็น
หลักซึ่งเป็นทางของระนาดเอกโดยเฉพาะ การแปลทำนองนี้อาจจะทำให้เกิดทางระนาด เอกขึ้นได้หลายทาง
(ยกเว้น เพลงบังคับทาง) การประเมินการแปลทำนองแบ่งออกเป็น
8.1 สำหรับทางบรรเลงทั่วไป
ในขั้นที่ 5 และ 6
8.2 สำหรับเพลงเดี่ยวระนาดเอก
(ตามลักษณะแบบแผนของ ทางเดี่ยว) ในขั้น
7, 8, 9, 10 และ 11
9. ขีดความสามารถและสุนทรียะ
หมายถึงความสามารถของผู้บรรเลงซึ่งมีความแม่นยำในทุกๆด้านเช่น
แม่นมือ แม่นเสียง แม่นจังหวะ แม่นทาง
สามารถดำเนินทำนองพร้อมด้วยกลวิธีต่างๆของ ระนาดเอกโดยเฉพาะให้มีความหนักเบา
ช้าเร็ว เข้ากับจังหวะได้อย่างถูกต้อง สามารถ สอดใส่อารมณ์ให้เหมาะสมกับบทเพลงตามหลักวิชาจนเกิดเป็นความไพเราะและความ
พึงพอใจทั้งผู้ฟังและผู้บรรเลง
10. การดูแลรักษาระนาดเอกภายหลังการบรรเลง
10.1 ปลดผืนระนาดเอกลงจากตะขอด้านในซ้ายมือของผู้บรรเลง
10.2 ใช้ผ้าสะอาดเช็ดบนผืนระนาด
10.3 ใช้ผ้าทำความสะอาดไม้ตีระนาดแล้วนำเก็บเข้าภาชนะที่เตรียมไว้
หมายเหตุ กรณีการดูแลหลังจากเลิกการบรรเลงแล้ว
1. ปลดเชือกออกจากขอแขวนผืนระนาดทั้งสี่ขอ
2. ใช้ผ้าสะอาดเช็ดบนผืนระนาดให้ทั่ว
3. ใช้ผ้าที่มีความกว้าง-ยาวเท่ากับผืนระนาดปูบนผืนระนาดแล้วม้วนผืนระนาด
จาก ลูกยอดลงมา มัดเชือกตรงช่วงกลางผืนที่ม้วนแล้วให้แน่น บรรจุใส่ถุงผ้า และผูก
ปากถุงให้เรียบร้อย
4. ผืนระนาดที่ไม่ได้ใช้งานให้แขวนไว้อย่าให้ถูกแสงแดด
5. ใช้ผ้าทำความสะอาดรางให้เรียบร้อย
6. ใช้ผ้าสำหรับคลุมรางระนาดเอกคลุมให้เรียบร้อย
แล้วนำเก็บเข้าที่