6.6 ประวัตินักระนาดเอกที่มีชื่อเสียง(ต่อ)

พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) นักระนาดคนที่ 6
พระยาประสานดุริยศัพท์เป็นผู้มีอัจฉริยะทางด้านดนตรีไทยอย่างยอดเยี่ยมอีกท่านหนึ่ง ท่านแต่งเพลงได้ดีและมีฝีมือเลื่องลือทั้งการบรรเลงปี่ และระนาดเอก เป็นผู้พัฒนาวิธี การอันสำคัญในการตีระนาดเอกโดย ก้าวจากยุคเจิดจ้าสง่างาม เข้าสู่ยุคประณีตคมคาย ใช้กลอนดนตรีที่ละเอียดเรียบร้อยมีชั้นเชิงลึกซึ้งแยบยลยิ่งขึ้น ถ้าพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) เป็นยอดของระนาด "ทางดุ" พระยาประสานดุริยศัพท์ก็เป็นผู้พัฒนาระนาด "ทางหวาน" ให้ดีถึงสุดยอด ดังปรากฏชัดในฝีมือของพระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต) ศิษย์เอกของท่าน ก่อนที่จะกล่าวถึงผลงานด้านระนาดเอกขอกล่าวถึงประวัติชีวิตของท่านโดยสังเขปก่อน พระยาประสานดุริยศัพท์เดิมชื่อ "แปลก" ต่อมาได้รับพระราชทานนามสกุลว่า "ประสานศัพท์" เป็นบุตรคนโตของ "ขุนกนกเลขา" กับ "นางนิ่ม" เกิดเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2403 มีน้องชาย 2 คน น้องสาว 2 คน น้องชายท่านคนหนึ่งเป็นนักดนตรีคือ พระพิณบรรเลงราช (แย้ม) ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2467 อายุ 64 ปี
พระยาประสานดุริยศัพท์เริ่มเรียนดนตรีกับใครไม่ทราบข้อมูลที่แน่นอน แต่ครูคนสำคัญที่สุดของท่านคือ ครูช้อย สุนทรวาทิน ดังที่ พระยาภูมีเสวิน เขียนเล่าไว้ว่า "ครูช้อยนี้เป็นคนที่เลืองลือยิ่งนักในทางฆ้องและทางระนาด ท่านมีความรักใคร่ในตัว พระยาประสานดุริยศัพท์ ดุจดังบุตร วิชาการดนตรีมีเท่าใดท่านถ่ายทอดให้แก่พระยาประสานดุริยศัพท์จนหมดสิ้นจนกระทั่งนาม "นายแปลก" เป็นที่ขึ้นชื่อลือชาไปทั่วว่ามีความสามารถในทางดนตรียิ่งนัก" อาจารย์มนตรี ตราโมท เล่าเรื่องการศึกษาวิชาดนตรีของพระยาประสานดุริยศัพท์ไว้ว่า
"ท่านมิได้เล่าว่าเริ่มเรียนจากผู้ใด แต่การเป่า ปี่ใน ท่านบอกว่าท่านเรียนจากครูช้อย สุนทรวาทิน ครั้งหนึ่งเมื่อคุยกันถึงพระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร) หรือครูมีแขก ท่านเล่าว่าครูช้อยเคยพาท่านไปพบพระประดิษฐ์ไพเราะฯและให้ท่านเดี่ยวปี่ในให้พระประดิษฐ์ไพเราะฯฟัง 2 เพลง ข้าพเจ้าลืมเสียแล้วว่าเป็นเพลงอะไรบ้าง เมื่อพระประดิษฐ์ไพเราะฯฟังจบแล้วพูดว่า "เป่าดีใช้ได้" แสดงให้เห็นว่าพระประดิษฐ์ไพเราะฯหรือครูมีแขกนั้นคงเป็นผู้พูดน้อยจึงพูดแต่เพียงนั้นไม่มีติหรือแนะนำใดๆเลย ต่อมาเมื่อท่านเจ้าคุณประสานดุริยศัพท์หันมาศึกษาทางเครื่องสายก็ได้มาเป็นศิษย์ ครูถึก ดุริยางกูร บุตรชายพระประดิษฐ์ไพเราะฯ ส่วนการเป่าปี่ชวานั้น ขั้นแรกเจ้าคุณประสานดุริยศัพท์คงจะเรียนจากครูช้อยฯมาก่อน แต่ต่อมาเมื่อต้องการเรียนเพลงเรื่องชมสมุทรอันเป็นเพลงเรื่องปี่ชวา สำหรับบรรเลงในวงเครื่องสายปี่ชวาได้เรียนจาก ครูดำ ซึ่งเป็นครูปี่ชวาที่มีชื่อเสียงมากผู้หนึ่ง"
จะเห็นได้ว่าพระยาประสานดุริยศัพท์หรือนายแปลกผู้นี้เป็นคนใฝ่รู้ มุ่งหาครูดี เมื่อต้องการเรียนวิชาใดก็ไปเรียนกับผู้เชี่ยวชาญในวิชานั้นจริงๆ เช่น ครูถึก ครูดำ นอกจากนี้น่าจะยังมีครูอื่นๆ อีก ด้วย เหตุนี้ท่านจึงรอบรู้ดนตรีไทยทั้งปี่พาทย์และมโหรี ได้เพลงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพลงสำคัญบางเพลง เช่นเพลงเรื่องบัวลอย ดังที่สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเขียนเล่าให้พระยาอนุมาณราชธนฟังว่า "เพลงเรื่องบัวลอยนั้นไม่มีใครเขาทำกันมานานแล้วฉันเคยคิดฟื้นขึ้นให้ทำเมื่อครั้งศพยายคราวหนึ่งแล้วหาพบแต่พระยาประสาน (แปลก) คนเดียวที่เป็นคนซุกซน จำเนื้อเพลงไว้ได้แม่น เดี๋ยวนี้ตายไปแล้ว
ความรอบรู้และได้เพลงมากเป็นพื้นฐานสำคัญให้ท่านแต่งเพลง 3 ชั้น ดีๆไว้มากเช่น เพลงพม่าห้าท่อน 3 ชั้น เขมรราชบุรี 3 ชั้น (แต่งร่วมกับหลวงประดิษฐไพเราะ) ดอกไม้ไทร ทองย่อน ถอนสมอ พราหมณ์เข้าโบสถ์ เขมรใหญ่ อาถรรพ์ ธรณีร้องไห้ มอญร้องไห้ นาง นาค พัดชา ลีลากระทุ่ม กราวรำมอญ โล้ บุหลันลอยเลื่อน เพลงยาว ย่องหงิด นารายณ์ แปลงรูป แมลงภู่ทอง ทางบรรเลงเพลง ลาวคำหอม ลาวดำเนินทราย ซึ่งจ่าเผ่นผยองยิ่ง (จ่าโคม) คิดทางร้องขึ้นในการร้องสักวาก่อน ผลงานเพลงเหล่านี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น เพลงสำคัญในวงการดนตรีไทยทั้งสิ้น
ในด้านฝีมือการบรรเลงดนตรีนั้น พระยาประสานดุริยศัพท์ โด่งดังมากในเรื่องระนาดเอก ได้เคยไปแสดงฝีมือถึงประเทศอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2428 ในงานมหกรรมฉลองครบร้อยปีของพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองเวมบลี่ย์ ครั้งนั้นรัฐบาลอังกฤษได้เชิญประเทศต่างๆให้ส่งดนตรีของตนไปบรรเลงฉลองในงาน ประเทศไทยก็ได้ส่งนักดนตรีไปร่วมบรรเลงด้วย สมเด็จกรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นแม่กองหานักดนตรีชั้นเยี่ยมจริงๆมิได้ทรงเลือกแต่เฉพาะพวกพิณพาทย์หลวง ดังนั้นครูแปลกจึงได้รับคัดเลือกไปด้วยในฐานะผู้มีฝีมือในการเป่าปี่และขลุ่ยอย่างหาตัวจับได้ยาก ฝีมือการเดี่ยวปี่และขลุ่ยของครูแปลกเป็นที่พอพระราชหฤทัยของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียมากถึงกับให้ท่านไปเดี่ยวขลุ่ยถวายให้พระองค์ท่านเป็นการพิเศษที่พระราชวังบัคกิ้งแฮมอีกครั้งหนึ่ง ทรงยกย่องชมเชยฝีมือครูแปลกมากขณะนั้นครูแปลกเพิ่งมีอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น
พระยาภูมีเสวินเขียนเล่าถึงฝีมือของพระยาประสานดุริยศัพท์ไว้ว่า "ท่านเล่นเครื่องดนตรีได้ทุกชนิดทั้ง ดีด สี ตี เป่า แต่มีชื่อเสียงทางด้านระนาดเอกและปี่มากที่สุด ประมาณปี พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯทรงโปรดให้มีการแสดงโขนสมัครเล่นตอนพิเภกถูกขับออกจากกรุงลงกา ตอนนี้มีหน้าพาทย์เพลง 3 ชั้น เพลงพญาโศก ซึ่งจับเล่นตอนที่ลาลูกเมียคือนางเบญจกายและนางตรีชฎา ท่านเจ้าคุณประสานฯเป็นผู้เป่าปี่ เสียงปี่อันโหยหวนเยือกเย็น ประกอบกับภาพผู้แสดงบนเวทีนั้น ถึงกับทำให้ผู้ชมเป็นจำนวนมากร้องให้สงสารพิเภกไปตาม ๆ กัน" ศิษย์เอกในทางปี่พาทย์ของพระยาประสานดุริยศัพท์ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไปคือ พระสรรเพลงสรวง (บัว กมลวาทิน) และ ครูเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล
ด้านระนาดเอกท่านก็เป็นเลิศมากแต่ยุคนั้น นายแช่ม (พระยาเสนาะดุริยางค์) กำลังโด่งดังอยู่ท่านจึงไม่ค่อยแสดงฝีมือออกมาประชันขันแข่ง เพราะท่านให้เกียรติว่านายแช่มเป็นลูกของครูช้อยครูปี่พาทย์คนสำคัญที่สุดของท่าน อาจารย์มนตรี ตราโมท เล่าว่า "เจ้าคุณครูฉัน (พระยาประสานดุริยศัพท์ฯ) ไม่ยอมตีระนาดในงานเดียวกับเจ้าคุณเสนาะฯเลย ท่านไม่ยอมประชันด้วย เพราะเจ้าคุณเสนาะฯเป็นลูกของครูท่าน" แต่ในเรื่องฝีมือของท่านทั้งสองนี้ อาจารย์มนตรี ตราโมท ได้อธิบายเปรียบเทียบกันไว้ว่า "เจ้าคุณเสนาะฯไหวมาก ลูกโป้ง เสียงจ้าสง่างาม แต่เจ้าคุณครูฉันไหวพอดี ประณีต คมคาย เด่นไปในทางเรียบร้อยลึกซึ้ง ถ้าพูดกันตรงไปตรงมาก็คือ เจ้าคุณเสนาะฯไหวกว่า แต่คุณครูฉันคมคายเรียบร้อยกว่า" พระยาภูมีเสวินก็เขียนเล่าไว้ว่า พระยาประสานดุริยศัพท์ ท่านตีระนาดประณีตคมคายมีชั้นเชิงแยบยลมาก เดินกลอนระนาดไพเราะนัก ใช้ชั้นเชิงต่างๆอย่างเหมาะสมกับอารมณ์เพลง"
จากคำบอกเล่าดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าพระยาประสานดุริยศัพท์พัฒนาทางเพลงของระนาดเอกให้มีศิลปะการบรรเลงหลากรสประณีตคมคายขึ้น ระนาดยุคก่อนตีเก็บเป็นพื้น อวดฝีมือกันที่กลอน ความไหวที่เจิดจ้าชัดเจน แต่ทางระนาดของพระยาประสานดุริยศัพท์กลอนละเอียด ตีทั่วผืน มีเก็บกรอ และเทคนิคเม็ดพรายต่างๆอย่างพองาม เป็นทางที่อวดทั้งฝีมือและความประณีตคมคายของกลอนระนาดที่เรียบร้อยไว้ด้วยชั้นเชิงการตีอันแยบยลเหมาะกับอารมณ์เพลง ไม่หย่อน และ ไม่ล้น จนเสียความไพเราะ
ความเป็นเลิศทางระนาดของท่านอาจดูได้จากฝีมือศิษย์ของท่าน ศิษย์เอกของท่าน 4 คน ล้วนเป็นคนระนาดที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันทั่วไปคือ
หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
หลวงชาญเชิงระนาด (เงิน ผลารักษ์)
พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต)
ครูเฉลิม บัวทั่ง

หลวงประดิษฐไพเราะฯ นั้นเป็นศิษย์ท่านตั้งแต่ยังเป็นจางวางศร และเป็นคนระนาดเอกของวงวังบูรพา จางวางศรนั้นตีระนาดดีมากอยู่แล้ว แต่พระยาประสานดุริยศัพท์มีสติปัญญาลึกซึ้งสูงส่ง สามารถปรับปรุงแก้ไขข้อไม่เหมาะไม่งามให้ประณีตเรียบร้อยยิ่งขึ้นดังที่ หลวงบรรเลงเลิศเลอ (กร กรวาทิน) เล่าว่า "เนื่องจากหลวงประดิษฐไพเราะเป็นผู้มีฝีมือทางระนาดเอกดีอยู่แล้ว ในการที่เจ้าคุณครูไปสอนท่านจึงสอนเฉพาะเกี่ยวกับไหวพริบ และวิธีการในการบรรเลงเป็นส่วนมาก โดยท่านได้ให้หลวงประดิษฐไพเราะฯตีเพลงต่างๆให้ฟัง แล้วเจ้าคุณครูก็ตรวจดูว่าลูกใดไม่ดีท่านก็บอกลูกใหม่ ให้เอาของเก่าตรงที่ไม่ดีนั้นออก ที่ว่าเปลี่ยนลูกใหม่นั้น หากจะเปรียบกับการซ่อมกระบุงหรือตะกร้า ก็เหมือนกับว่า ถ้าตอกเส้นใดมันเก่าชำรุดอยู่ชิดกันเกินไป หรืออยู่ห่างเกินไปดูไม่สวยงาม ก็จัดการถอดตอกที่เก่าหรือชำรุดเหล่านั้นทิ้งแล้วใส่ตอกเส้นใหม่ที่ดีกว่าเข้าไปแทน หรือหากว่าตอกเหล่านั้นอยู่ดีแล้ว แต่การจัดยังไม่เข้าระเบียบก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่ให้ได้ระเบียบสวยงามยิ่งขึ้น"
การให้ครูแปลกเป็นผู้สอนจางวางศรอย่างแข็งขันจริงจังนี้ สมเด็จกรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดชทรงมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ จะให้จางวางศรตีระนาดเอกประชันกับนายแช่ม (พระยาเสนาะดุริยางค์) ซึ่งเป็นคนระนาดเอกของกรมพิณพาทย์หลวง และเป็นนักระนาดเอกที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้น ผลการประชันปรากฏว่าจางวางศรชนะ ซึ่งจะกล่าวรายละเอียดในประวัติของ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) การที่พระยาประสานดุริยศัพท์ฝึกศิษย์ไปสู้เอาชนะพระยาเสนาะดุริยางค์ในเชิงระนาดเอกได้นั้น แสดงให้เห็นว่าสติปัญญาในทางเพลงระนาดของท่านยอดเยี่ยมยิ่งนัก
ศิษย์คนต่อไปของพระยาประสานดุริยศัพท์คือ พระเพลงไพเราะ นั้นกล่าวได้ว่าเป็น "ลูกเบ่ง" ที่ท่านปั้นมากับมือจริงๆ เดิมพระเพลงไพเราะหรือนายโสมเป็นศิษย์ ครูโต๊ะและ ครูสิน สินธุนาคร เป็นระนาดลิเกที่ตีไหวมาก แต่ยังไม่ได้มีฝีมือเลอเลิศอย่างจางวางศร ตั้งแต่มาเป็นศิษย์พระยาประสานดุริยศัพท์ในปี พ.ศ.2447 แล้ว ฝีมือก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว จนได้เป็นคนระนาดเอกประจำวงวังสราญรมย์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร (รัชกาลที่ 6) ในปี พ.ศ. 2451 มีงานฉลองวังบางขุนพรหมของสมเด็จกรมพระนครสวรรค์วรพินิต (ขณะนั้นยังดำรงพระยศเป็นกรมขุน) มีปี่พาทย์ประชัน 6 วง แต่ไม่มีการตัดสินให้ฟังกันเองรู้กันเองว่าใครฝีมือเป็นอย่างไร จุดมุ่งหมายสำคัญในการประชันครั้งนี้ต้องการดูคนระนาดของวังสราญรมย์ คือนายโสม (พระเพลงไพเราะ) กับนายอิน (น่าจะเป็นพวกตระกูลนิลวงศ์) ชาวอัมพวาซึ่งเป็นคนระนาดของวังบางขุนพรหม ส่วนวงอื่นเช่นวงวังบูรพาฯ ซึ่งจางวางศรเป็นคนระนาดเอกเพียงมาร่วมบรรเลงเท่านั้น เพลงที่ประชันในคืนวันนั้นมีเพลง พม่าห้าท่อน จระเข้หางยาว เขมรราชบุรี ฯลฯ แล้วออกเดี่ยวทั้งหกวง มีเพลง แขกมอญ พญาโศก กราวใน เป็นต้น ผลที่ออกมาโดยความรู้สึกทั่วๆไปแล้วปรากฏว่า นายโสมชนะนายอินทั้งในเรื่องความเรียบร้อยไพเราะ ทางเพลง และ ลีลาหมดทุกอย่าง ครูผู้คุมวงบางขุนพรหมในครั้งนั้นคือ ขุนเสนาะดุริยางค์ (แช่ม) เจ้ากรมพิณพาทย์หลวง ต่อมา ปลายปี พ.ศ. 2451 ในงานขึ้นวังท่าเตียนของ กรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม มีปี่พาทย์ประชัน 4 วงคือ วงวังบูรพา วังท่าเตียน วังบางขุนพรหม และ วังสราญรมย์ วงคู่เอกคือนายโสมศิษย์ครูแปลกและนายอินศิษย์ขุนเสนาะฯอีกเช่นเคยผลปรากฏว่านายโสมชนะอีก หลังการประชันครั้งนี้แล้ว กรมพระนครสวรรค์ฯถึงกับงดเล่นปี่พาทย์หลายปีเพราะหาคนระนาดเอกสู้ฝีมือนายโสม (พระเพลงไพเราะ) ไม่ได้
ขุนเสนาะดุริยางค์นั้นเป็นเจ้ากรมปี่พาทย์หลวง จึงไม่มีเวลามาสอนนักดนตรีวงวังบางขุนพรหมได้เต็มที่จนกระทั่งได้ จางวางทั่ว พาทยโกศล จากวังนางเลิ้งของ เสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มาเป็นครูประจำที่วังบางขุนพรหมแล้วปี่พาทย์วังบางขุนพรหมจึงกลับรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
การประชันสองครั้งนี้นอกจากเป็นการพิสูจน์ฝีมือการตีระนาดเอกระหว่างนายโสมและนายอินแล้ว ยังเป็นการพิสูจน์ภูมิปัญญาในเรื่องระนาดเอกของพระยาประสานดุริยศัพท์ด้วย
ศิษย์อีกคนคือ หลวงชาญเชิงระนาด (เงิน ผลารักษ์) นั้นเป็นศิษย์ของท่านเจ้าคุณประสานดุริยศัพท์มาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ท่านตีระนาดเรียบร้อย ไหวร่อน กลอนละเอียด ตามปกติท่านไม่ชอบอวดฝีมือประชันกับใคร แต่ครั้งหนึ่งครูลาภ ณ บรรเลง ศิษย์ของครูเหลือ วัฒนวาทิน และ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มาขอประชัน ท่านจึงต้องแสดงฝีมืออย่างสมศักดิ์ศรี สมราชชินนาม "ชาญเชิงระนาด" โดยชนะครูลาภ
ครูเฉลิม บัวทั่ง นั้นเป็นศิษย์คนสุดท้ายของท่านเจ้าคุณประสานฯเมื่อท่านอายุมากแล้ว เป็นศิษย์ที่รับวิชาระนาดเอกช่วงหลังของท่านไว้มากกว่าคนอื่น ทางระนาดของครูเฉลิม บัวทั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดี่ยวเพลงกราวในนั้นแสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาระนาดของพระยาประสานดุริยศัพท์ไม่มีที่สิ้นสุด มีการพัฒนาทันยุคสมัยและลึกล้ำไพเราะเป็นที่ยกย่องของวงการอยู่เสมอ
ในช่วงแรกทางระนาดของพระยาประสานดุริยศัพท์ออกจะพัฒนาไปในทางอ่อนหวานเรียบร้อย ดังปรากฏในฝีมือของพระเพลงไพเราะกับหลวงชาญเชิงระนาด ความจริงระนาดทางหวานไพเราะเราก็มีแต่เดิมดังปรากฏว่า ครูบัวผู้แต่งเพลงแสนเสนาะเป็นผู้มีชื่อเสียงในการตีระนาดแนวนี้ แต่ความโด่งดังคงจะไม่เท่าระนาดทางดุหรือองอาจสง่างามอย่าง ระนาดขุนเณร และ พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) เมื่อพระยาประสานดุริยศัพท์มาพัฒนาระนาดทางหวานจึงประณีตคมคายมีชั้นเชิงแยบยลยิ่งขึ้น จนเป็นทางที่แพร่หลายได้รับความนิยมไปทั่วอย่างน้อยก็ในเรื่องความประณีตเรียบร้อยที่ทุกคนเอาอย่างถือเป็นบรรทัดฐาน ศิษย์รุ่นต้นๆ ของท่านจึงตีระนาดออกมาในแนวนี้ทั้งเพลงหมู่และเพลงเดี่ยว
ต่อมาเมื่อ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มีชื่อเสียงโด่งดังได้พัฒนาทางเพลงของระนาดเอกไปสู่ความวิจิตรพิสดาร มีทางเดี่ยวที่โลดโผนอวดฝีมือชั้นเยี่ยมสุดยอด พระยาประสานดุริยศัพท์จึงพัฒนาทางระนาดที่ท่านสอนแก่ศิษย์ให้มีลวดลายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเดี่ยวเพลงกราวในที่ท่านต่อให้ครูเฉลิมนั้น ครูจำรัส เพชรวง เล่าว่า มีชั้นเชิงโลดโผนและไพเราะมาก จนหลวงชาญเชิงระนาดฟังแล้วถึงกับไปร้องไห้ตัดพ้อท่านเจ้าคุณประสานฯว่าไม่ต่อทางดีๆอย่างนี้ให้ท่านบ้าง หลวงประดิษฐไพเราะฯซึ่งเป็นยอดแล้วในเชิงการตีระนาดก็จ้องคอยฟังเพื่อเอามาเป็นแบบอย่างปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไปอีก แสดงให้เห็นว่าสติปัญญาด้านระนาดของพระยาประสานดุริยศัพท์นั้นเลิศล้ำนัก
อาจารย์มนตรี ตราโมท อธิบายว่า ที่พระยาประสานดุริยศัพท์ท่านต่อทางเดี่ยวกราวในให้ศิษย์แต่ละคนต่างกันนั้น ท่านดูความเหมาะสมและความสามารถของศิษย์ตลอดจนความนิยมของยุคสมัยเป็นสำคัญ พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต) และ หลวงชาญเชิงระนาด (เงิน ผลารักษ์) เป็นศิษย์รุ่นโต อยู่ในยุคที่ระนาดโลดโผนยังไม่แพร่หลายนักท่านจึงต่อทางเรียบร้อยให้ แม้ต่อมาระนาดโลดโผนจะแพร่หลาย ท่านทั้งสองนี้ก็เป็นผู้ใหญ่ในวงการแล้วท่านจึงให้ตีทางที่เป็นระเบียบแบบแผนสมกับความเป็นผู้ใหญ่ ส่วนครูเฉลิม บัวทั่ง เป็นเด็กอยู่ในยุคระนาดโลดโผนท่านจึงต่อทางที่โลดโผนพิสดารให้เพื่อให้เหมาะแก่ยุคสมัยและวัยของนักดนตรี ภูมิปัญญาอันเป็นเลิศในเรื่องระนาดของท่านนั้นเห็นได้จากทางเดี่ยวเพลงต่างๆในยุคก่อนที่ครูหลวงประดิษฐไพเราะฯจะโด่งดัง เดิมแต่ละครูต่างก็คิดทางเดี่ยวเพื่อสอนศิษย์ของตน แต่ทางที่แพร่หลายได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ทางของพระยาประสานดุริยศัพท์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงกราวใน 3 ชั้น ทางของท่านได้รับความนิยมจนทางเก่าและทางของครูอื่นร่วมยุคกับท่านซบเซาแทบสูญหายไปเลย ต่อมาจึงมีทางของหลวงประดิษฐไพเราะฯที่เริ่มนิยมแพร่หลาย แต่ทางของท่านเจ้าคุณประสานฯก็ยังมีผู้ใช้บรรเลงอยู่ เพราะถือเป็นทางสำคัญที่ควรศึกษา
พระยาประสานดุริยศัพท์มีลูกศิษย์ที่ต่อมาเป็นครูผู้ใหญ่ในวงการดนตรีไทยหลายคนเช่น หลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) จางวางทั่ว พาทยโกศล พระเพลงไพเราะ หลวงชาญเชิงระนาด อาจารย์มนตรี ตราโมท ฯลฯ นับว่าท่านเป็นปรมาจารย์คนหนึ่งในประวัติการดนตรีของไทย

หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) นักระนาดคนที่ 7

หากจะกล่าวว่า หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นนักดนตรีที่มีจินตนาการ และความคิดก้าวล้ำหน้าไปกว่านักระนาดเอกในยุคชองท่าน ก็คงจะไม่ผิดเพราะท่านได้ประดิษฐ์คิดค้น และพัฒนาวิธีการตีระนาดเอกแบบใหม่ๆ ซึ่งวิจิตรพิสดารไว้มากมาย ได้ผ่านการประชันกับคนระนาดเอกชั้นเยี่ยมมามากที่สุดโดยไม่เคยแพ้เลย และที่สำคัญคือทางเพลงระนาดเอกของท่านได้รับความนิยมแพร่หลาย และมีลูกศิษย์ลูกหามากยิ่งกว่าครูระนาดท่านใดทั้งในยุคก่อนและยุคหลังท่าน
หลวงประดิษฐไพเราะฯเป็นบุตรคนเล็กของ ครูสิน ศิลปบรรเลง และ นางยิ้ม เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2424 ที่บ้านตำบลคลองดาวดึงส์ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม มีวิถีชีวิตและผลงานในเรื่องของดนตรีไทยสรุปได้ดังนี้
- ปี พ.ศ. 2442 ได้เข้าเป็นจางวางมหาดเล็กในสมเด็จเจ้าฟ้าภานุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช
- ปี พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯโปรดเกล้าฯให้เข้าไปบรรเลงปี่พาทย์ร่วมกับการแสดงโขนบรรดาศักดิ์ ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงประดิษฐไพเราะ
- ปี พ.ศ. 2469 เข้ารับราชการในกรมปี่พาทย์และโขนหลวง โดยสังกัดสำนักพระราชวัง
- ปี พ.ศ. 2473 ดำรงตำแหน่งปลัดกรมปี่พาทย์และโขนหลวงต่อมาโอนมาอยู่กรมศิลปากร ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2497 ศิริรวมอายุได้ 72 ปี 7 เดือน 2 วัน
จังหวัดสมุทรสงครามนั้นเป็นถิ่นทองของดนตรีไทยมาตั้งแต่ครั้งสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีครูผู้ใหญ่หลายคนหลายกลุ่มซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังและถือกำเนิดมาจากดินแดนแห่งลุ่มแม่น้ำแม่กลองแห่งนี้อาทิเช่น ครูสิน ศิลปบรรเลง ครูกล้อย , ครูกล้ำ ณ บางช้าง ครูปาน, ครูปน นิลวงศ์ ครูสมบุญ สมสุวรรณ ครูโต(ไม่ทราบนามสกุล) คนฆ้องฝีมือดี ครูเหล่านี้มีลูกศิษย์ลูกหากระจายออกไปมากมาย ครูเนื่อง รัตนประดิษฐ์ (พ.ศ. 2439-2538) เล่าว่า สมัยที่ท่านไปเรียนปี่พาทย์ที่บ้าน ครูสมบุญ สมสุวรรณ นั้นจากแม่กลองไปจนถึงอัมพวามีวงปี่พาทย์มากกว่า 100 วง ส่วนมากเป็นเครื่องคู่
ครูสิน ศิลปบรรเลง เป็นครูผู้ใหญ่คนหนึ่งของอัมพวา บุตรชายคนโตซึ่งเกิดจากภรรยาคนแรกชื่อ สุวรรณ เป็นคนระนาดฝีมือดี แต่ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังหนุ่ม ครูหลวงประดิษฐไพเราะฯ หรือนายศรเป็นบุตรชายคนเล็ก เกิดจากภรรยาคนที่สอง อายุห่างจากพี่ชายคนแรกถึงยี่สิบกว่าปี
หลวงประดิษฐไพเราะฯเป็นคนมีพรสวรรค์ทางดนตรี สามารถตีฆ้องวงใหญ่ได้เองตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เริ่มเรียนปี่พาทย์จริงจังตั้งแต่อายุ 11 ปี และแตกฉานมีฝีมือดีอย่างรวดเร็ว ตีระนาดไหวจัดมาตั้งแต่เด็ก
ท่านได้แสดงฝีมือจนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นครั้งแรกในงานโกนจุกเจ้าจอมผู้เป็นธิดาคนหนึ่งของเจ้าพระยาสุรพันธุ์ พิสุทธิ์ ที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีบุตรสาวถวายตัว ร.5 ถึง 5 คนคือ เจ้าจอมมารดาอ่อน เจ้าจอมเอียม เจ้าจอมเอ็ย (เกิด พ.ศ. 2422) เจ้าจอมเอี่ยม (พ.ศ. 2424) และเจ้าจอมเอื้อน (พ.ศ. 2430) ถ้าดูตามอายุน่าจะเป็นงานโกนจุกเจ้าจอมเอื้อน ซึ่งถ้าเป็นไปตามปกติก็ควรเป็นปี พ.ศ. 2441 หรือก่อนนั้น (ขณะนั้นนายศร อายุ 17 ปี) ในงานนั้นมีปี่พาทย์ 3 วง นายศรเป็นคนตีฆ้องวงเล็ก โขนเล่นตอนสุครีพหักฉัตร ปี่พาทย์บรรเลงเพลงเฉิดต่อตัวกัน คนระนาดเอกวงครูสินต่อวงอื่นไม่ทัน ครูสินจึงเรียกนายศรไปตีระนาดเอกแทน วงไหนส่งมานายศรก็รับส่งได้ไม่บกพร่อง พอถึงรอบสองตีไหวมากจนวงอื่นรับไม่ทัน นายศรต้องบรรเลงเพลงต่อไปเองจนจบ เจ้าพระยาสุรพันธุ์พิสุทธิ์ ถึงกับตบมือตะโกน ร้องว่า "นี่..ผู้ใหญ่แพ้เด็ก" ตั้งแต่นั้นมาชื่อ นายศร ก็ลือกระฉ่อนไปทั่วลุ่มน้ำแม่กลอง
ต่อมาเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ มีงานเปิดตลาดบ้านหม้อ มีปี่พาทย์ประชัน 3 วง คือ วงมหาดเล็กหลวง วงพระนายไวย และ วงเจ้าพระยาเทเวศรฯ ขณะนั้นนายแช่ม (พระยาเสนาะดุริยางค์)น่าจะเป็นคนระนาดเอกวงปี่พาทย์หลวงหรือไม่ก็วงปี่พาทย์ของเจ้าพระยาเทเวศรฯนายศรได้เข้ามาดูงานนี้ด้วยบังเอิญพระนายไวยซึ่งน่าจะรู้จักนายศรเหลือบมาเห็นเข้ารู้ว่าเป็นระนาดบ้านนอกฝีมือดี ก็เลยเรียกให้เข้าไปตีระนาดในวงของท่าน นายศรได้ตีระนาดหลายเพลงจนถึงเพลงเดี่ยวกราวในทำให้เจ้านายและผู้อยู่ในงานนั้นตะลึงในฝีมือ ได้รับรางวัลถึง 32 บาท ซึ่งนับว่ามากมายอักโขอยู่ในสมัยนั้น
อีกครั้งหนึ่งในงานคล้ายวันเกิดของเจ้าคุณจอมมารดาสำลีชนนีของพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวีในรัชกาลที่ 5 นายศรได้มีโอกาสมาร่วมบรรเลงปี่พาทย์ด้วยโดยได้เดี่ยวระนาดเอกเพลงกราวในเถาด้วยชั้นเชิงและฝีมืออันยอดเยี่ยมจนได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์และเจ้านายพระองค์อื่นอีกหลายพระองค์ ชื่อเสียงของนายศรก็เริ่มเข้ามาโด่งดังในกรุงเทพฯ
สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเป็นนักดนตรีเอก ทรงระนาดได้ดี โปรดระนาดที่ไหวจริง ชัดเจน การที่ประทานรางวัลนายศรแสดงว่าต้องตีได้เยี่ยมจริง ๆ
ในปี พ.ศ. 2442 เป็นหัวเลี้ยวสำคัญในชีวิตของนายศรดังที่ท่านบันทึกไว้เองว่า "ปีกุน ร.ศ. 118 เจ้าเมืองสมุทรสงครามให้อำเภอคือ ขุนราชปุการเชย ไปหาบิดาที่บ้านบอกว่าสมเด็จวังบูรพาฯให้ไปตีระนาดถวายที่เขางู เมืองราชบุรี ออกจากบ้านมาก็เลยเข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯทีเดียว ไปตามเสด็จเมืองพิษณุโลก หล่อพระพุทธชินศรีกลับลงมา รุ่งขึ้นปี ร.ศ. 119 เดือนยี่ ทำการสมรสที่บ้านหน้าวัง ในปีนี้ท่านบิดาก็ถึงแก่กรรม"
เบื้องหลังและรายละเอียดอันเป็นต้นเหตุให้นายศรได้เข้ามาเป็นคนระนาดเอกวังบูรพาฯมีอยู่ว่า สมเด็จกรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช (ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงฯ) เจ้าของวังบูรพาภิรมย์ทรงโปรดปี่พาทย์ยิ่งนักและไม่ยอมแพ้ใครในเรื่องนี้ ทรงมีวงปี่พาทย์ประจำวังของพระองค์เองแต่คนระนาดของพระองค์คนแล้วคนเล่า ก็ไม่มีใครสู้นายแช่ม (พระยาเสนาะดุริยางค์) ได้ จึงทรงเสาะหาคนระนาดที่จะมาปราบนายแช่มให้ได้ เมื่อเสด็จออกไปบัญชาการเตรียมรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ที่จังหวัดราชบุรี ทรงทราบว่านายศรบุตรครูสินตีระนาดดีจึงให้หาตัวมาตีถวาย พอตีถึงเดี่ยวกราวในยังไม่ทันจบเพลง ก็ถอดพระธำรงค์ประทานและขอตัวจากครูสินให้ตามเสด็จเข้าวังทันที แม้แต่เสื้อผ้าก็ไม่ต้องกลับไปเอาที่บ้านทรงแต่งตั้งให้นายศรเป็นจางวางมหาดเล็ก ซึ่งปรากฏชื่อในหมู่นักดนตรีว่า "จางวางศร"
สมเด็จวังบูรพาฯโปรดให้จางวางศรเป็นคนระนาดเอกแทน ครูเพชร จรรย์นาฏ ซึ่งเปลี่ยนไปเป็นคนฆ้องใหญ่ ครูเพชรผู้นี้เป็นศิษย์รุ่นเล็กของครูช้อย สุนทรวาทิน มีฝีมือทั้งระนาดและฆ้องวง ได้ถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้กับจางวางศรเป็นอันมาก ส่วนครูคนสำคัญที่ทำให้ฝีมือระนาดของจางวางศรก้าวหน้ายิ่งขึ้นคือ ครูแปลก (พระยาประสานดุริยศัพท์) นอกจากนั้นจางวางศรยังได้เรียนและได้รับคำแนะนำจากครูผู้ใหญ่คนอื่นๆในยุคนั้นอีกหลายท่านด้วย


สมเด็จวังบูรพาฯทรงหาครูมาฝึกสอนจางวางศรอยู่นานพอสมสมควรแล้วทรงจัดให้จางวางศรตีระนาดประชันกับนาย แช่ม (พระยาเสนาะดุริยางค์) คนระนาดเอกของกรมพิณพาทย์หลวง เมื่อราวปี พ.ศ. 2443 ขณะนั้นจางวางศรอายุ 19 ปี นายแช่มอายุ 34 ปี เป็นการประชันระนาดเอกอย่างเป็นทางการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติการดนตรีไทยผลการประชันเป็นที่กล่าวขวัญกันมาอีกช้านาน รายละเอียดที่จะได้นำเสนอต่อไปนี้ได้ข้อมูลมาจาก คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ครูจำรัส เพชรยาง และศิษย์ครูจางวางศรซึ่งส่วนใหญ่ไปดูการประชันครั้งนั้นมี ครูถวิล อรรถฤกษณ์ ศิษย์ ครูเพชร จรรย์นาฏ
เมื่อจางวางศรรู้ว่าสมเด็จวังบูรพาฯจะให้ตีประชันกับนายแช่มก็ตกใจมาก เพราะในขณะนั้นนายแช่มกำลังโด่งดังไม่มีใครกล้าสู้ อีกทั้งเป็นลูกครูช้อยครูของครูแปลกและครูเพชรด้วย จางวางศรจึงทั้งเคารพและยำเกรงในฝีมือ ท่านเล่าให้ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ฟังว่า "เพียงแต่ได้ยินชื่อก็ให้รู้สึกว่ามือเท้าอ่อนปวกเปียกไปเลยทีเดียว ความกลัวของท่านครูนั้นถึงกับทำให้หยุดซ้อมระนาดไปเลย ทั้งนี้เพราะเกิดความกังวลจนไม่เป็นอันกินอันนอน ในที่สุดท่านก็ชวนเพื่อนไปรดน้ำมนต์เพื่อทำให้จิตใจดีขึ้น" ด้วยความคร้ามเกรงฝีมือซึ่งกล่าวกันว่า "จะมีใครสู้นายแช่มได้" จางวางศรจึงไปกราบขอร้องให้ครูผู้ใหญ่ที่ท่านนับถือท่านหนึ่งไปช่วยกราบขออภัยต่อนายแช่มว่า ที่จริงท่านไม่เคยคิดหาญจะประชันด้วย แต่ไม่อาจขัดรับสั่งสมเด็จวังบูรพาฯได้ โปรดออมมือให้ท่านบ้าง แต่ปกติวิสัยของการประชันดนตรีย่อมต้องเล่นให้ดีเต็มฝีมือ ประกอบกับนายแช่มเป็นคนระนาดของวังหลวงย่อมต้องรักเกียรติรักศักดิ์ศรีของตน จึงไม่ยอมรับคำขอร้องโดยบอกว่าต่างฝ่ายต่างต้องเล่นเต็มฝีมือ จางวางศรยิ่งวิตกกังวลถึงกับหนีไปอยู่กับพวกปี่พาทย์ที่คุ้นเคยกันตามต่างจังหวัด สมเด็จวังบูรพาฯทรงกริ้วมากสั่งให้เอาตัวนางโชติภรรยาจางวางศรมากักกันไว้ จนจางวางศรต้องกลับมา มุมานะฝึกซ้อม และคิดค้นหาวิธีตีที่จะทำให้ไม่แพ้คู่ต่อสู้ เข้าใจว่าท่านได้คิดวิธีจับไม้ระนาดให้ตีไหวรัวได้ดียิ่งขึ้นในตอนนี้ ตลอดจนเทคนิคต่างๆในการตีระนาดอีกมากมาย เช่น ตีให้ไหวร่อน ผ่อนแรง ไหวทน เพราะนายแช่มหรือพระยาเสนาะดุริยางค์นั้นทั้งไหวทั้งจ้าหาคนสู้ได้ยากจริงๆ จางวางศรเองก็เคยปรารภกับครูเพชรว่า "ตีให้จ้าน่าเกรงขามอย่างท่านยากต้องหาชั้นเชิงอื่นสู้" ความมุ่งมั่นมานะทำให้ท่านฝันว่าเทวดามาบอกทางเดี่ยวเพลง กราวในที่ดีที่สุดให้และประสาทพรให้ท่านว่า "ต่อไปนี้เจ้าจะตีระนาดไม่แพ้ใคร"
การประชันครั้งนั้นใช้ปี่พาทย์เครื่องห้าเพราะต้องการดูฝีมือผู้ตีระนาดเอกเป็นสำคัญ วงปี่พาทย์หลวงไม่ทราบว่าใครเป็น คนฆ้อง คนปี่ และ คนเครื่องหนังแต่วงวังบูรพาฯครูเพชรเป็นคนฆ้อง ครูเนตรตีเครื่องหนัง ส่วนคนปี่ไม่ทราบนาม การประชันเริ่มตั้งแต่เพลงโหมโรงเพลงรับร้องเรื่อยไปจนถึงเดี่ยวระนาดเอกกันแบบ "เพลงต่อเพลง" เริ่มด้วยเพลงพญาโศก เชิดนอก (4 จับ) และเดี่ยวอื่นๆเรื่อยไปจนถึงเพลงกราวใน ผลปรากฏว่าฝีมือก้ำกึ่งคู่คี่กันตลอดจนกระทั่งถึงเพลงเดี่ยวกราวในก็ยังไม่ปรากฏผลแพ้ชนะเด็ดขาด เพราะฝีมือเด่นกันคนละอย่างดังที่ ครูเพชร จรรย์นาฏ เล่าให้ลูกศิษย์ของท่านฟังว่า "พระยาเสนาะดุริยางค์ไหวจัดจ้ากว่า แต่จางวางศรไหวร่อนวิจิตรโลดโผนกว่า" จึงต้องตัดสินกันที่เพลงเชิดต่อตัวซึ่งวัดความไหวทนเป็นสำคัญ
พระยาเสนาะดุริยางค์หรือนายแช่มนั้นตีระนาดไหวแบบเก่า และคงจะใช้ไม้ตีปื้นหนา พันไม้แข็งนัก จึง "ดูดไหล่" คือกินแรง ประกอบกับท่านรักษาความเจิดจ้าชัดเจนของเสียงระนาดไม่ยอมตีระหรือเกลือกให้เสียงเสีย ยิ่งตีไหวจ้าขึ้นมากเท่าใดก็ต้องใช้กำลังแขนไหล่มากขึ้นเท่านั้น จึงย่อมจะล้าง่าย ส่วนจางวางศรคิดวิธีจับไม้ให้ไหวร่อนได้เร็วใช้การเคลื่อนไหวข้อมือช่วยผ่อนกำลังแขน จึงไหวร่อนได้เร็วกว่าแม้เสียงจะไม่จ้าเท่าตีด้วยกำลังแขนแต่ก็ไหวทนกว่า
ผลแพ้ชนะของการต่อตัวเชิดนั้นจะดูที่อาการ "หลุด" หรือ "ตาย" หลุดคือ รับเชิดตัวต่อไปจากคู่ต่อสู้ไม่ทันเพราะไม่สามารถตีให้ไหวเร็วเท่าคู่ต่อสู้ส่งมาได้ส่วน "ตาย" คือรับทัน แต่เมื่อตีด้วยความเร็วเท่าที่รับมาไปพักหนึ่งแล้วไม่สามารถรักษาความไหวเร็วในระดับนี้ต่อไปได้ ต้องหยุดตีหรือเกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งจนมือตายเคลื่อนไหวต่อไปไม่ได้
ผลการต่อตัวเชิดครั้งนั้นปรากฏว่าในที่สุดพระเสนาะดุริยางค์เกิดอาการ"มือตาย" จึงถือว่าเป็นฝ่ายแพ้ในเรื่องความไหว แต่ครูจางวางศรเล่าว่าท่านเป็นระนาดชาติเสือแม้จะตีจนมือตายแต่เสียงระนาดยังคงเจิดจ้าสม่ำเสมอ ไม่มีเสียงเสียเลยจนผู้ที่นิยมระนาดเสียงเจิดจ้าแบบเก่าสรุปผลการประชันว่า "นายศรชนะไหว นายแช่มชนะจ้า"

คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง (บุตรีคนโตของจางวางศร) เล่าเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังมีการประชันเปลี่ยนทางเพลงอีก ซึ่งจางวางศรก็มีไหวพริบเปลี่ยนทางเพลงได้รวดเร็วและไพเราะกว่า เรื่องนี้น่าแปลก เพราะขณะนั้นพระยาเสนาะดุริยางค์อายุ 34 ปีผ่านงานละครดึกดำบรรพ์ซึ่งใช้เพลงทางเปลี่ยนมากมาแล้วอย่างช่ำชอง แต่จางวางศรเพิ่งจะอายุ 19 ปี ด้อยประสบการณ์กว่ามาก แต่ที่ท่านเปลี่ยนทางเพลงได้รวดเร็วไพเราะคงเป็นเพราะท่านมีไหวพริบปฏิภาณความถนัดในเรื่องนี้สูง ดังปรากฏชัดในประวัติชีวิตและผลงานในยุคต่อๆมา
ตั้งแต่นั้นมาทางระนาดแบบโลดโผนวิจิตรพิสดารคือการ สะบัด ขยี้ แบบต่างๆของจางวางศรก็ได้รับความนิยมแพร่หลายยิ่งขึ้น ทางระนาดแบบไหวลูกโป้งที่พระยาเสนาะดุริยางค์ถนัดค่อยๆเสื่อมความนิยม คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ให้ความเห็นว่าเป็นไปตามพัฒนาการของยุคสมัย พระยาเสนาะดุริยางค์ก็มีฝีมือเป็นเยี่ยมสุดยอดในยุคของท่าน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปสิ่งใหม่ที่ไม่ไร้คุณค่าทางศิลปะ ย่อมได้รับความนิยมมากกว่า
ผลการประชันครั้งนั้นเป็น "จุดเปลี่ยน" ครั้งสำคัญในวิชาดนตรีของพระยาเสนาะดุริยางค์ เพราะตั้งแต่นั้นมาท่านมุ่งเอาดีทางปี่ จนเป็นเอตทัคคะสุดยอดในทางนี้
สมเด็จวังบูรพาฯได้หาโอกาสให้จางวางศรประชันปี่กับพระยาเสนาะดุริยางค์อีกหลายครั้ง แต่ผลโดยสรุปต้องถือว่าพระยาเสนาะดุริยางค์เหนือกว่าในเชิงปี่ ครูเทียบ คงลายทอง ศิษย์เอกของท่านเป็นคนปี่ที่ "ยอดเยี่ยม" จริงๆ และทางปี่ของพระยาเสนาะดุริยางค์ก็แพร่หลายในวงการดนตรีไทยเช่นเดียวกับที่ทางระนาดเอกของหลวงประดิษฐไพเราะฯแพร่หลายมากที่สุด ต่างฝ่ายต่างมีอัจฉริยภาพเด่นสุดยอดกันคนละอย่าง นอกจากนั้น 2 ท่านยังแตกฉานในการบรรเลงเครื่องดนตรีอื่นๆด้วย ทั้ง ฆ้องใหญ่ ฆ้องเล็ก ระนาดทุ้ม ตลอดจน เครื่องสาย มโหรี สม ดังที่ ครูประสิทธิ์ ถาวร กล่าวว่า "ท่านเหล่านี้เทวดาส่ง มาเพื่อพัฒนาดนตรีไทย เราควรยกย่องเทิดทูนท่านมาก กว่าจะเอาความสามารถของท่านมาเปรียบเทียบกัน"
ผลการประชันครั้งนั้นทำให้จางวางศรได้รับคัดเลือกเป็นคนระนาดเอกประจำวงปี่พาทย์ฤาษี ดังที่ได้นำเสนอไปแล้วในประวัติของพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน)
หลวงประดิษฐไพเราะ (จางวางศร) นั้น เลื่องลือมากในเรื่องการตีระนาดเอกไหว จางวางทั่ว พาทยโกศล เคยเล่าให้ศิษย์ฟังว่าเมื่อท่านเป็นคนฆ้องเล็กในวงปี่พาทย์ฤาษีนั้นต้อง "ฝึกไล่" หนักมาก เพราะเกรงจะตีไหวไม่ทันระนาดเอก ครูขำ กลีบชื่น ซึ่งเป็นคนเครื่องหนังเคยตีกลองทัดรุกหลวงประดิษฐไพเราะฯในตอนตีระนาดเพลงเชิดโหมโรง แต่หลวงประดิษฐไพเราะฯเร่งความเร็วไหวจนครูขำกลองตีตามไม่ทัน ครูถวิล อรรถ อรรถกฤษณ์ เล่า ว่า เมื่อตอนที่ท่านเร่งฝึกซ้อม ครูเผือด นักระนาด (ศิษย์เอกคน หนึ่งของท่าน) ท่านตีเดี่ยวกราวในคู่ไปกับครูเผือด ครูเผือดตีไหวจนสุดตัวแล้ว ครูหลวงประดิษฐไพเราะฯยังเร่งไหวมากขึ้นอีกได้อย่างสบายทั้งๆที่ตอนนั้นท่านอายุเกือบ 50 ปีแล้ว
หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นผู้พัฒนาวิธีตีระนาดให้มีเทคนิคและชั้นเชิงมากยิ่งกว่าครูยุคก่อน และยุคหลังท่าน เมื่อตอนที่เตรียมตัวประชันกับพระยาเสนาะดุริยางค์ท่านใช้เทคนิคการตีสะบัดแบบต่างๆ ซึ่งช่วงแรกๆครูผู้ใหญ่ในยุคนั้นไม่ยอมรับ บางคนถึงกับกล่าวว่า "นายศรเธอตีระนาดแบบนี้จะไปสู้กับนายแช่มเขาได้อย่างไร" แต่ในที่สุดวงการปี่พาทย์ก็ยอมรับว่าการตีสะบัดแบบต่างๆอย่างพอเหมาะพอดี เช่น สะบัด 2 เสียง สะบัด 3 เสียง นั้น ช่วยเพิ่มรสชาติให้เพลงมากทีเดียว
แต่เดิมนั้นระนาดเอกตีทำนองเก็บเป็นพื้น คนที่ไม่เป็นดนตรีฟังไม่ค่อยทันจะรู้สึกว่าเร็วเหมือนกันทุกเพลง ต่อมาจึงเริ่มมีเพลงทางกรอเช่น เพลงเขมรไทรโยค ของสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หลวงประดิษฐไพเราะฯได้พัฒนาการแต่งเพลงทางกรอล้วนขึ้นหลายเพลงเช่น เขมรเลียบพระนคร เขมรพวง ซึ่งล้วนอ่อนหวานไพเราะ ฟังง่าย คนเป็นดนตรีก็ฟังได้ คนไม่เป็นดนตรีก็ชอบฟัง การตีกรอจึงเป็นเทคนิคประการหนึ่งที่ท่านนำมาใช้ในการบรรเลงอย่างจริงจังตลอดทั้งเพลงเป็นคนแรก
สิ่งที่ท่านพัฒนามากอีกอย่างหนึ่งคือ การจับไม้ระนาด เพื่อให้ตีได้เสียงต่างกัน เดิมการตีระนาดจับไม้แบบปากนกแก้วอย่างเดียว ท่านได้พลิกแพลงจับไม้แบบปากกาบ้าง ปากไก่บ้าง ครูประสิทธิ์ ถาวร กล่าวว่า "ความที่ครูคิดวิธีจับแบบปากกาจึงไม่มีใครตีระนาดรัวได้ดีเท่า" และได้เล่าถึงความเชี่ยวชาญในเชิงระนาดซึ่งท่านได้ถ่ายทอดแก่ศิษย์อย่างไม่ปิดบังอีกว่า
"ท่านครูได้เมตตาถ่ายทอดวิธีการตีระนาดให้ผมมากมายหลายรูปแบบไม่ว่าจะเรื่อง แนวทีท่า ขึ้นลง สวมส่ง สอดแทรก ทอดถอน ขัดต่อ หลอกล้อ ล้วงลัก เหลื่อมล้ำ โฉบเฉี่ยว ที่ท่านเน้นเป็นพิเศษคือวิธีใช้เสียงและกลอนให้เกิดอารมณ์ต่างๆอันเป็นหัวใจสำคัญของ "ดนตรีที่ไพเราะ" เช่น กลอน (ทาง) สำนวนนี้ต้องใช้ เสียงกลม เสียงกลมหมายถึง ความเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง อารมณ์สุขุมรอบคอบ ไม่ล่อกแล่กหลุกหลิก มีความภาคภูมิสมเป็นผู้นำที่ดี เสียงแก้ว แก้วหมายถึงใสดุจแสงแก้ว แวววาวตระการตาสว่างไสวเมื่อได้ยิน เสียงนี้ใช้เฉพาะเจาะจงในการบรรเลงระนาดมโหรี ท่านว่านักระนาดใดตีเสียงแก้วไม่ได้ไม่ใช่นักระนาดมโหรี เสียงร่อนผิวน้ำ ร่อนผิวน้ำหมายถึงความเริงร่าระเริงใจ ปราดเปรียวตามประสาวัยรุ่น เสียงร่อนริดไม้ ร่อนริดไม้หมายถึงชั้นเชิงเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเขี้ยวเล็บประดุจเสือลายพาดกลอน เสียงร่อนใบไม้ไหวหมายถึงอารมณ์อันอ่อนไหวระคนไปด้วยความอ่อนหวานอันชวนให้คลั่งใคล้ไหลหลง เหมือนหนุ่มสาวที่กำลังมีอารมณ์รักปล่อยอารมณ์ไปกับแสงจันทร์ ฉะนั้น เสียงร่อนน้ำลึกหมายถึงความเป็นผู้มีอำนาจเป็นเจ้าแห่งจอมพลัง เป็นที่หวาดเกรงของคู่ต่อสู้ ฯลฯ เสียงพิเศษที่ผมนำมากล่าวในที่นี้ นักระนาดต้องผ่านการฝึกหัดตีฉากเสียก่อนจึงจะสามารถตีประดิษฐ์เสียงเหล่านี้ได้ถูกต้อง"
ครูประสิทธิ์ ถาวร ยังได้แจกแจงเรื่องเสียงระนาดแบบต่างๆที่ได้รับถ่ายทอดมาจากครูหลวงประดิษฐไพเราะฯไว้อีกแง่มุมหนึ่งว่า "ดนตรีก็มีภาษาโดยเฉพาะดนตรีไทย" เพียงระนาดเอกเครื่องมือเดียวก็สามารถประดิษฐ์เสียงสื่อความหมายได้ไม่น้อยกว่า 20 เสียง แต่ละเสียงให้ความหมายและความรู้สึกที่แตกต่างกันเอาทิช่น
เสียงกลม - เสียงแก้ว - กรอ - กริก - กรุบ - กาไหล่ - กลอกกลิ้ง
กลิ้งเกลือก - ปริบ - โปร่ง - โปรย - โรย - รัว - ร่อน - ร่อนริดไม้
ร่อนใบไม้ไหว - ร่อนผิวน้ำ - ร่อนน้ำลึก - โต - โตผิวน้ำ - โตน้ำลึก
โขยก - ขยอก - สะบัด

เป็นต้น
จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่าหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นผู้รวบรวมสัมฤทธิ์ภาพเรื่องระนาดเอกจากยุคก่อนมาไว้มากที่สุด ทั้งยังคัดสรรค์และสร้างเสริมวิธีตีระนาดเอกให้หลากหลายไพเราะยิ่งขึ้น จนได้รับยกย่องว่าเป็นนักระนาดเอก และครูระนาดเอกที่ยอดเยี่ยมที่สุดท่านหนึ่งของเมืองไทย

ด้วยความเป็นยอดในเชิงการตีระนาด ประกอบกับสติปัญญาในด้านสร้างสรรค์ดัดแปลง ท่านจึงเปลี่ยนทางเพลงได้ไพเราะนัก เป็นความสามารถพิเศษที่ยากจะหาใครเทียบได้ ท่านได้ใช้ความสามรถอันยอดเยี่ยมนี้เป็นอาวุธสำคัญเมื่อคราวต้องบรรเลงประชันกับ พระ เพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต) โดยครั้งนั้นเป็นการบรรเลงปี่พาทย์ไม้นวมซึ่งพระเพลงไพเราะมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด อาจารย์มนตรี ตราโมท เล่าเรื่องนี้ไว้ว่า เมื่อต้นปี พ.ศ.2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ (รัชกาลที่ 6) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดการแสดงโขนสมัครตอนปราบตาฑะกาสูร ณ โรงละครในพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯทรงแสดงเป็นพระสิษฐ์ฤาษี ในการแสดงโขนสมัครครั้งนี้โปรดเกล้าให้มีวงปี่พาทย์บรรเลงประกอบ 2 วง วงหนึ่งเป็นวงข้าหลวงเดิมทั้งวง มีพระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต) ตีระนาดเอก อีกวงหนึ่งเป็นวงผสมมีคุณครู หลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) ตีระนาดเอก เท่าที่ข้าพเจ้าจำได้ก็มีพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ตีฆ้องวงใหญ่ ข้าพเจ้าตีระนาดทุ้ม หมื่นประโคมเพลงประสาน (ใจ นิตยผลิน) เป่าปี่ หมื่นนารทประสานศัพท์ (ทัด โกศะรถ) ตีตะโพน หมื่นคนธรรพประสิทธิสาร (แตะ กาญจนผลิน) ตีกลองทัด นอกจากนั้นข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่ามีใครบ้าง การบรรเลงประกอบโขนคืนวันนั้นสนุกมาก วงข้าหลวงเดิมนั้นบรรเลงตามแบบแผนอย่างเคร่งครัดเรียบร้อย ส่วนวงผสมซึ่งครูหลวงประดิษฐไพเราะฯตีระนาดนี้ ไม่ว่าเพลงใดที่มีบรรเลงหลายเที่ยวแล้ว จะต้องมีทางเปลี่ยนทุกเที่ยวไม่ให้ซ้ำกันเลย ก่อนจะบรรเลงคุณครูหลวงประดิษฐไพเราะฯจะกระซิบบอกข้าพเจ้าก่อนว่า เที่ยวนี้เอาอย่างนั้นเที่ยวนั้นเอาอย่างนี้ ซึ่งข้าพเจ้าก็ติดตามได้สอดคล้องต้องตามประสงค์ทุกเที่ยวจึงเป็นที่พอใจของท่านมาก" ด้วยความสามารถในการคิดแต่งทางเพลงและตีได้ดีทั้งไม้แข็งและไม้นวม ทำให้จางวางศรได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงประดิษฐไพเราะ เมื่อ พ.ศ. 2462 โดยเมื่อมีพิธีเปิดประตูน้ำท่าหลวงที่จังหวัดสระบุรี จางวางศร เป็นนายวงบรรเลงระนาดเอกถวายเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาในงานคล้ายวันเกิดเจ้าพระยารามราฆพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯเสด็จมาร่วมงาน ได้ฟังจางวางศรบรรเลงระนาดถวายอีก ตอนแรกตีไม้นวม พอทรงฟังก็พอพระราชหฤทัยรับสั่งว่า "เปลี่ยนเป็นไม้แข็งซิ" เมื่อได้ทรงฟังก็ยิ่งทรงโปรดมากจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงประดิษฐไพเราะในปี พ.ศ. 2468 นั้นเอง ฝีมือระนาดของท่านเท่าที่ฟังจากแผ่นเสียงเก่า ซึ่งถึงแม้ท่านจะตีไม่เต็มฝีมือก็ไหวชัด เสียงโปร่ง มีความคล่องตัวและชั้นเชิงสูงมาก
แม้จะเป็นเลิศในเชิงระนาดอย่างยากที่จะหาผู้เสมอเหมือนได้แต่ครูหลวงประดิษฐไพเราะก็ยกย่องข้อดีเด่นในฝีมือคนอื่น ท่านกล่าวกับลูกศิษย์เสมอว่า"ไม้นวมใครอย่าไปตีกับพระเพลงไพเราะฯนะ" , "เชิดใครอย่าไปตีเทียบกับพ่อเริญเขานะแพ้เอาง่ายๆ" พ่อเริญนี้ก็คือ ครูเริญ ศัพท์โสภณ คนระนาดวังเพชรบูรณ์ ตีระนาดไหวทนมากและท่านเคยยกย่องครูเจียน มาลัยมาลย์ ซึ่งเป็นศิษย์จางวางทั่วให้ศิษย์ของท่านฟังว่า "แต่งเพลงดี ตีระนาดเรียบร้อย"
นอกจากจะเป็นนักระนาดเอกฝีมือเยี่ยมและมีความสามารถแต่งเพลงได้ไพเราะจนได้รับราชทินนามว่า "ประดิษฐไพเราะ" แล้ว ท่านยังเป็นครูดนตรีที่มีลูกศิษย์ลูกหามากที่สุด เฉพาะที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปดังเช่นในภาพข้างล่าง

เลข 1 คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง
เลข 2 ครูประสิทธิ์ ถาวร
เลข 3 ศจ.ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์
เลข 4 ครูบุญยง เกตุคง
เลข 5 ครูศิริ นักดนตรี
ความถ่อมตนใฝ่ศึกษา ยกย่องผู้อื่น มีเมตตา รู้จักให้อภัย และไม่หวงวิชา ทำให้ครูหลวงประดิษฐไพเราะฯเป็นที่เคารพยกย่องของบรรดาศิษย์และผู้ที่รู้จักท่านอยู่ตลอดกาลนาน

พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต) นักระนาดคนที่ 8
พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต) เป็นบุตร นายแก่น และนางช้อย เกิดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2431 กราบฝากตัวเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ตั้งแต่ครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารเมื่อปี พ.ศ. 2448 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนเพลงไพเราะ เมื่อ พ.ศ. 2453 สุดท้ายเลื่อนเป็นพระเพลงไพเราะเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2460 ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2480 รวมอายุได้ 49 ปี
พระเพลงไพเราะเรียนดนตรีจากบิดาตั้งแต่ยังเด็กเรียนระนาดเอกจากน้าชายชื่อโต๊ะ ซึ่งเป็นระนาดเอกลิเก ต่อมาเรียนกับ ครูสิน สินธุนาคร ที่บ้านขมิ้น พ.ศ. 2448 จึงได้เป็นศิษย์ พระยาประสานดุริยศัพท์ (ครูแปลก ประสานศัพท์) และเป็นคนระนาดวงวังสราญรมย์ของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
ก่อนมาเป็นศิษย์พระยาประสานดุริยศัพท์ พระเพลงไพเราะมีชื่อเสียงว่าเป็นคนระนาดลิเกที่เลื่องลือกันว่าฝีมือดีนัก ตีไหว ตีเรียบเสมอกัน เมื่อเป็นศิษย์พระยาประสานดุริยศัพท์แล้วฝีมือยิ่งก้าวหน้า ไหวจัดแต่เรียบร้อยไพเราะมาก ปี พ.ศ. 2451 ประชันชนะนายอิน คนระนาดวังบางขุนพรหมถึงสองครั้ง สร้างชื่อเสียงในวังสราญรมย์เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระบรมโอรสาฯยิ่งนัก
ต่อมาในการประชันวงครั้งหนึ่งที่วังท่าเตียน ประมาณปี พ.ศ. 2452 อันเป็นปีที่กรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม สิ้นพระชนม์ มีปี่พาทย์เข้าประชัน 3 วง คือ วงวังท่าเตียนเป็นเจ้าภาพ วงวังบูรพาภิรมย์ และ วงวังสราญรมย์ มาร่วมบรรเลง วงวังท่าเตียนมีนักดนตรีชาวเพชรบุรีฝีมือดีคนหนึ่งเป็นคนระนาดเอก วงวังบูรพามีจางวางศรเป็นคนระนาดเอก วงวังสราญรมย์ มีนายโสม เป็นคนระนาดเอก
เมื่อถึงช่วงประชันเดี่ยวต่อท่อนซึ่งไม่ทราบชัดว่าเป็นเพลงแขกมอญหรือเพลงสารถี วงวังบูรพาเป็นวงตั้ง วงท่าเตียนเป็นวงรอง วังสราญรมย์เป็นวงท้าย ปรากฏว่าในเพลงเดี่ยวท่อนหนึ่ง จางวางศรตีไหวจัดมากจนเจ้านายและผู้ฟังต่างพากันเป็นห่วงคนระนาดเอกของวังท่าเตียน เพราะฝีมือยังเป็นรองจางวางศร และด้วยความเร็วขนาดนั้นคงรับไม่ได้แน่นอน
ทันทีที่จางวางศรตีระนาดเอกจบวรรคสุดท้ายของท่อนหนึ่งโดยไม่ถอนจังหวะ และคนระนาดเอกวังท่าเตียนก็ยังนั่งเกร็งจับไม้ระนาดตะลึงอยู่นั้น ระนาดอีกรางหนึ่งก็ดังสอดรับขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สุขุม ในความเร็วที่ไม่ต่างจากท่อนหนึ่งของจางวางศรเลย สายตาทุกคนมองไปทางต้นเสียงก็ประจักษ์ว่า ผู้ที่กำลังตีระนาดรับท่อนสองคือนายโสมคนระนาดวังสราญรมย์ซึ่งความจริงจะต้องขึ้นรับท่อนสามนั่นเอง เมื่อตีมาถึงวรรคสุดท้ายนายโสมก็ถอนจังหวะผ่อนช้าลงส่งให้คนระนาดวังท่าเตียนรับ และบรรเลงต่อไปจนจบด้วยความเรียบร้อย ตั้งแต่นั้นก็ลือกันกระฉ่อนว่านายโสมตีระนาดไหวทันจางวางศร
ครูจำรัส เพชรวง เล่าว่า ความจริงไม่มีใครรู้ว่าหลวงประดิษฐไพเราะและพระเพลงไพเราะไหวเต็มที่แค่ไหน เพราะไม่มีใครเคยเห็นท่านทั้งสองนี้ตีเร่งความไหวเต็มกำลังฝีมือของท่านเลย ที่เห็นกันว่าไหวมากนั้น ท่านก็ยังตีอย่างสบาย ๆ ไม่ได้ทุ่มสุดกำลัง
พระเพลงไพเราะได้รับยกย่องว่าตีระนาดประณีตเรียบร้อยตามแบบแผนของพระยาประสานดุริยศัพท์ได้ดีที่สุด เป็นยอดของระนาดไม้นวม ตีเพลงโหมโรงขวัญเมืองและเพลงโหมโรงพม่าวัดได้ดีสุดยอด ตีเพลงวาได้ไพเราะจับใจ จนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯรับสั่งชมว่าไม่มีใครตีได้เท่า ครูจำรัส เพชรวง ซึ่งเคยฟังท่านตีเพลงนี้ก็บอกว่าไพเราะเป็นเยี่ยมจริง ฟังแล้วขนลุกด้วยความชื่นชม เรื่องตีระนาดไพเราะนี้มีประวัติอีกหลายเรื่องหลายเพลง
พระยาภูมีเสวิน เล่าไว้ว่า ในราว พ.ศ.2456 - 2457 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯทรงประชวรเป็นไข้หวัดเล็กน้อย จึงได้เสด็จลงพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตรที่สนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม โปรดให้หาปี่พาทย์มาบรรเลงเพื่อจะบรรทม พระองค์บรรทมบนพระเก้าอี้นอนและให้พระเพลงตีเดี่ยวกราวในถวายก็บรรทมหลับไปในระหว่างที่พระเพลงตีระนาดอยู่ เมื่อจบเพลงก็ตื่นบรรทมขึ้นมารับสั่งชมว่า "โสม เจ้ายังตีฝีมือไม่ตกเลย" และพระราชทานเข็มโบว์ให้
ใน พ.ศ. 2467 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯโปรดเกล้าให้มีงานฉลองอายุ 70 ปี ของเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง มีโขน 1 คืน ละคร 1 คืน ตอนหนึ่งปี่พาทย์บรรเลงเพลง กระบองกัน สมเด็จวังบูรพาฯมีรับสั่งถามสมเด็จกรมพระนครสวรรค์วรพินิตว่า "ใครตีเพลงกระบองกันไพเราะจริงๆ" กรมพระนครสวรรค์ฯ จึงรับสั่งถามพระยาภูมีเสวินว่า "ใครตีเพลงกระบองกัน" พระยาภูมีเสวินทูลตอบว่าพระเพลงไพเราะเป็นผู้บรรเลง จึงรับสั่งถามอีกว่า "อ้ายโสมใช่ไหม" เมื่อพระยาภูมีทูลตอบว่าใช่พระองค์ท่านรับสั่งว่า "นึกแล้วว่าคงเป็นอ้ายโสม"

นอกจากมีฝีมือการตีระนาดได้ไพเราะแล้วพระเพลงไพเราะยังมีปฏิภาณด้นเพลงได้รวดเร็วด้วย พระยาภูมีเสวิน เล่าว่า ครั้งหนึ่งราวปลายปี พ.ศ. 2452 หรือต้นปี พ.ศ. 2453 วงปี่พาทย์วังสราญรมย์ไปบรรเลงโขนซึ่งเล่นบูชาพระพุทธชินราชที่พิษณุโลก เจ้าเมืองได้จัดลิเกมาเล่นสมทบโดยใช้ปี่พาทย์หลวงของวังสราญรมย์บรรเลง ลิเกส่งเพลงซึ่งปี่พาทย์ไม่เคยได้ยินมาก่อน พระเพลงไพเราะจึงให้ตะโพนจำหน้าทับไว้ พอลิเกร้องจบก็รับด้นไปด้วยปฏิภาณ พระยาประสานดุริยศัพท์ซึ่งนั่งอยู่ด้วยชมว่า "โสมแกเก่งมาก ครูเองยังจนเลย" พระยาประสานดุริยศัพท์ชมพระเพลงไพเราะว่า เป็นคนที่น่ายกย่องมาก ลีลาของเพลงที่บอกไปตีไม่ตกหล่นบกพร่องจนนิดเดียว ไม่เหมือนไปตีในงานต่างๆ เพราะเวลาตีในงานทั่วๆไปพระเพลงไพเราะจะตีธรรมดาๆ แต่ถ้าเป็นการตีระนาดประชันหรือเป็นงานสำคัญจะตั้งใจตีดีที่สุด พระเพลงไพเราะตีระนาดเอกบันทึกแผ่นเสียงไว้มาก เช่นละครดึกดำบรรพ์เรื่องต่างๆ เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนเข้าห้องนางวันทอง ฝีมือดีมาก เสียงระนาดหนักแน่นสุขุมกลมกล่อม ลีลาประณีตละเมียดละไมไพเราะยิ่งนัก

หลวงชาญเชิงระนาด (เงิน ผลารักษ์) นักระนาดคนที่ 9
หลวงชาญเชิงระนาดเป็นบุตร นายนาค และ นางขาบ ผลารักษ์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2438 ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระบาทมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อ พ.ศ. 2448 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ขุนสนิทบรรเลงการ เมื่อ พ.ศ. 2456 เป็น หลวงชาญเชิงระนาดเมื่อ พ.ศ. 2460 และถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2488
หลวงชาญเชิงระนาด เริ่มเรียนดนตรีกับบิดาที่บ้านแถวบางกอกน้อย เมื่อถวายตัวเป็นมหาดเล็กแล้วได้เป็นลูกศิษย์พระยาประสานดุริยศัพท ์และศึกษาเพิ่มเติมจากครูอุทัย โตสง่า นอกจากนั้นยังชอบพอกับ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และอาจจะได้แลกเปลี่ยนทางเพลงและวิชาตีระนาดเอกกันบ้าง
หลวงชาญเชิงระนาดมีฝีมือดีมากในเรื่องระนาดเอกได้รับยกย่องว่าเป็นระนาดที่สองรองจาก พระเพลงไพเราะ ตีเรียบร้อย มือร่อน กลอนละเอียด ชำนาญการบรรเลงรับร้องเสภาและตีเพลงละครได้ไพเราะมากเพราะเคยอยู่กับละครของพระยาอนิรุทธเทวามานาน จำแม่นว่าละครตัวไหนร้องเสียงไหน ระนาดลูกใดจึงจะตรงกับเสียงคนร้อง แต่ท่านไม่ชอบตีรับร้องลิเกเพราะมีเพลงแปลกๆร้องยักเยื้องลวดลายไม่เป็นไปตามแบบแผน
กล่าวโดยสรุปท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญระนาดสมราชทินนาม มีเพลงเดี่ยวแปลกซึ่งท่านอาจจะแต่งขึ้นเองหรือไม่ก็ได้มาจากพระยาประสานดุริยศัพท์ เช่น เดี่ยวกราวนอก เถา ศิษย์ท่านมีมาก หลายคนเป็นคนระนาดเอกฝีมือดี เช่น ครูรวม พรหมบุรี จังหวัดราชบุรี ครูบัว แสงจันทร์ จังหวัดสุพรรณบุรี ครูสำรวย แก้วสว่าง จังหวัดอ่างทอง แต่ทั้งสามท่านนี้ล้วนได้เรียนเพิ่มเติมกับครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) อีกในภายหลัง
หลวงชาญเชิงระนาดเป็นผู้มีอุปนิสัยใจคอเยือกเย็น สุภาพเรียบร้อย ไม่ชอบแข่งขันกับใคร ไม่ทำตัวเด่นโอ้อวดฝีมือ ถ้าเจอคนฮึกเหิม ท่านก็จะปล่อยเขาตามสบาย บางทีก็แกล้งตีออมมือให้หรือไม่ก็ตีธรรมดาๆโดยไม่พยายามตีเพื่อจะเอาชนะ นอกจากบางครั้งที่จำเป็นต้องรักษาเกียรติแห่งราชทินนามจึงจะตีเต็มฝีมือกำราบความฮึกเหิมของผู้นั้น เหตุที่ไม่ค่อยชอบประชันและโอ้อวดฝีมือ จึงมีคนเป็นอันมากเข้าใจผิดคิดว่าฝีมือท่านไม่ดีเลอเลิศถึงชั้นครู แต่ศิษย์ของท่านทุกคนรู้ชัดเจนว่าหลวงชาญเชิงระนาดเป็นคน "ซ่อนคม" ทำตัวตามคำสอนของสุนทรภู่ ที่ว่า
อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ ประเสริฐสุดซ่อนใส่เสียในฝัก
สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก จึงค่อยชักเชือดฟันให้บรรลัย

จางวางสวน ชิดท้วม นักระนาดคนที่ 10
จางวางสวน ชิดท้วม เป็นบุตรนายท้วมส่วนมารดานามใดยังสืบค้นไม่ได้ เกิดที่บ้านใกล้วัดท้องคุ้ง จังหวัดสมุทรปราการเมื่อปี พ.ศ. 2405 ถึงแก่กรรมเมื่อปีพ.ศ. 2482 มีภรรยาหลายคน คนแรกชื่อรั้ว เป็นชาวอ่างทองไม่มีลูกด้วยกัน ภรรยาคนที่สองชื่อต่วน มีบุตรชื่อชื่น เป็นคนระนาดฝีมือดี ธิดาชื่อแช่มเป็นนักร้อง ภรรยาคนที่สามชื่อแพ มีบุตรสองคนเป็นนักดนตรีเอกทั้งคู่ คนหัวปีชื่อศิริ มีฝีมือทางปี่พาทย์มาก อีกคนหนึ่งชื่อเฉลิม เป็นปี่พาทย์รอบวงฝีมือดีอีกคนหนึ่ง บุตรีคนกลางของนางแพชื่อตลับ เป็นนักร้อง เคยร้องเพลงถวายทูลกระหม่อมบริพัตรฯ เวลาเสด็จมาเยี่ยมและทรงปี่พาทย์กับจางวางสวน ภรรยาคนสุดท้ายของจางวางสวนชื่อกลีบ มีบุตรชายคนเดียวชื่อ พิณ ชิดท้วม เป็นนักดนตรี
วงปี่พาทย์ของจางวางสวนบรรเลงประจำอยู่ที่วัดท้องคุ้ง นักดนตรีในวงส่วนมากเป็นลูกหลาน ทุกวันนี้วงดนตรีของตระกูลชิดท้วม ยังคงบรรเลงประจำอยู่ ณ วัดท้องคุ้ง ทายาทยังอยู่ในแวดวงดนตรีไทยมาจนถึงชั้นเหลนโหลนเช่น อาจารย์บุษยา ชิดท้วม ซึ่งสอนขับร้องอยู่ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตระกูลจางวางสวนเป็นตระกูลดนตรีเก่าแก่ นายท้วมผู้เป็นบิดานั้นเป็นเจ้าของวงปี่พาทย์ใกล้ชิดชอบพอกับ หลวงกัลยาณมิตตาวาส (ทับ) บิดาของ จางวางทั่ว พาทยโกศล จางวางสวนเรียนดนตรีจากบิดาและครูคนอื่นๆอีกเช่น ครูปั๋ง ท่านบอกกับครูจำรัส เพชรวง ศิษย์ของท่านว่า ครูบางคนของท่านเป็นครูผู้ใหญ่มีฝีมือ "แต่พวกกรุงเทพฯไม่รู้หรอกว่าเราเป็นลูกศิษย์ใครถ้ารู้แล้วจะกลัว"
จางวางสวนถวายตัวเป็นข้ากรมหลวงบดินทร์ ไพศาลโสภณพระราชโอรสของรัชกาลที่ 3 มาตั้งแต่เด็ก ต่อมาได้เป็นจางวางมหาดเล็กมาจนพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์เมื่อ ปีพ.ศ. 2446 ครูคนสำคัญของ จางวางสวน น่าจะเป็นครูปี่พาทย์ในวังของกรมหลวงบดินทร์ไพศาลโสภณนี่เอง
จางวางสวนรอบรู้เรื่องปี่พาทย์ บรรเลงได้ดีทุกเครื่องมือ กระทั่งปี่และเครื่องหนัง แต่ที่จัดเจนมากคือ ฆ้องวง ระนาดเอก และ เครื่องหนัง เป็นคนระนาดเอกมีชื่อรุ่นเดียวกับพระยาประสานดุริยศัพท์ พระยาเสนาะดุริยางค์ อายุเข้าสู่วัยชราแล้วก็ยังตีระนาดไหว จนสมเด็จกรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงชมเชย ทางเดี่ยวระนาดเพลงกราวในของท่านเป็นทางที่มีชั้นเชิงโลดโผน ได้รับความนิยมมากทางหนึ่งดังที่ ครูบุญยง เกตุคง ได้บรรเลงบันทึกเสียงไว้
นอกจากลูกหลานแล้วจางวางสวนยังมีลูกศิษย์อีกหลายคน จางวางทั่ว พาทยโกศล ก็เคยต่อเพลงจากท่าน ศิษย์คนที่ชื่อบุญยัง (เรียกกันว่ายังต๊อก) เป็นคนระนาดของเจ้านายองค์หนึ่งในรัชกาลที่ 5 ตีระนาดดี มีฝีมือปี่พาทย์รอบตัว ศิษย์ที่ชื่อ จำรัส เพชรวงซึ่งต่อมาได้เป็นศิษย์ครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศรศิลปบรรเลง) เป็นคนฆ้องฝีมือดี ครูจางวางสวนได้ทางเพลงสายกรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ และเพลงแปลกๆมาก เช่น เหาะทางจีน จอมปราสาท ทองนพคุณ จีนบัดกรีกะทะ ฉัตรเงิน ฉัตรทอง ท่านแต่งเพลงเถาไว้หลายเพลง เช่น จอมปราสาท มอญดูดาว เพลงป่า (ไม่ทราบชื่อเดิม) ซึ่งยาวถึง 16 จังหวะ ส่วนเพลงเหาะทางจีน ครูจำรัส เพชรวง ศิษย์ของท่านได้แต่งเป็นเถาไว้แต่ตั้งชื่อใหม่ว่า เพลงจีนเห็นดาว เป็นเพลงที่คึกคักน่าฟังมากเพลงหนึ่ง
จางวางสวนเป็นคนระนาดเอกฝีมือดีและเป็นครูผู้ใหญ่คนหนึ่ง แม้จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเพราะออกไปอยู่ต่างจังหวัด แต่วงตระกูลของท่านกลับมีคนซึ่งอยู่ในอาชีพดนตรีไทยยาวนานสืบมาจนปัจจุบัน