6.5 วิธีการเทียบเสียงลูกระนาดเอก
เมื่อเหลาลูกระนาดเอกจนได้รูปทรงลักษณะดังที่ต้องการแล้ว จะต้องทำการปรับแต่งเสียงลูกระนาดเหล่านั้นด้วยการติดตะกั่วถ่วงไว้ข้างใต้ลูกระนาด เพื่อให้ได้เสียงที่ไพเราะน่าฟังตรงตามระดับเสียงของวงปี่พาทย์
วิธีการถ่วงตะกั่วมีขั้นตอนดำเนินการดังนี้
วิธีทำตะกั่วถ่วง
1) นำตะกั่วบริสุทธิ์ใส่หม้อดิน
(ที่ใช้หม้อดินเพื่อไม่ให้ตะกั่วติดหม้อ) ตั้งไฟเคี่ยวให้ละ ลายก่อนเพื่อนำมาทำให้เป็นผงละเอียดซึ่งทำได้
2 วิธีดังนี้
![]()
1.1)
ใช้กาบมะพร้าวคนผงตะกั่วที่เคี่ยวให้ละเอียด ถ้าไม่ละเอียดให้นำไปตั้ง ไฟเคี่ยวให้ละลายและนำมาคนใหม่อีกครั้งจนละเอียด
![]()
1.2)
เทตะกั่วที่ละลายแล้วลงในกระบอกไม้ไผ่เขย่าอย่างเร็วก่อนที่ตะกั่วจะ แข็งตัวจะได้ผงตะกั่วละเอียด
ถ้าไม่ละเอียดพอให้นำไปเคี่ยวใหม่
2) นำขี้ผึ้งบริสุทธิ์มาตั้งไฟให้ละลายแล้วนำผงตะกั่วมาผสมให้เข้ากันโดยใช้อัตราส่วน
ที่พอเหมาะเพื่อให้ตะกั่วสามารถจับตัวเป็นก้อนและสามารถยึดติดกับลูกระนาดได้อย่าง
เหนียวแน่น
การลนตะกั่วก่อนที่จะติดลูกระนาด
นำตะกั่วที่เตรียมไว้มาใส่ขันโลหะเช่นขันอะลูมิเนียมแล้วนำไปตั้งไฟให้ตะกั่ว
อ่อนตัวลงพอประมาณเพื่อที่จะแบ่งไปติดลูกระนาดได้

ไฟที่ใช้สำหรับลนตะกั่ว
ควรใช้เตาถ่านหรือเทียนลนไม่ควรใช้เตาน้ำมันเพราะคราบน้ำมันจะขึ้นมาติดกับตะกั่วทำให้ติดลูกระนาดไม่แน่น
ในสมัยโบราณนิยมใช้เตาถ่านในการลนตะกั่ว กรณีที่หาเตาถ่านไม่ได้ให้ใช้เทียน
จุดแล้วเอาไปวางในไหเพื่อป้องกันลมที่จะพัดเทียนดับแล้วนำเอาขันที่ใส่ตะกั่วมาลนที่
ปากไหใช้แทนเตาถ่านได้แต่ต้องเจาะรูที่ไหเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ด้วย
เวลาที่เหมาะสมสำหรับการเทียบเสียงลูกระนาด
การเทียบเสียงโดยทั่วไปนั้นผู้เทียบต้องการสถานที่เงียบสงัดปราศจากเสียงรบ
กวนต่างๆการเทียบเสียงดนตรีสากลมักกระทำกันในห้องเก็บเสียงที่สร้างไว้เฉพาะ
สำหรับกิจกรรมต่างๆทางดนตรี ส่วนการเทียบเสียงของดนตรีไทยส่วนใหญ่ไม่มีสถาน
ที่เก็บเสียงเช่นดนตรีตะวันตก ดังนั้นช่วงเวลาจึงเป็นสิ่งที่โบราณาจารย์ทางดนตรีไทย
คำนึงถึงมากกว่าสถานที่ ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดได้แก่เวลายามดึกสงัด อันเป็นเวลาที่ปราศจากเสียงรบกวนใดๆ ผู้เทียบซึ่งอาศัยหูเป็นเกณฑ์ในการเทียบเสียงจึงจะสามารถ
เทียบเสียงได้อย่างมีคุณภาพมากที่สุด ในกรณีที่ไม่สามารถกระทำได้ในเวลากลางคืน
ยามดึกสงัด ให้เลือกช่วงเวลาอื่นที่เงียบสงบหรือเลือกหาสถานที่ซึ่งไม่มีเสียงรบกวน
เมื่อเทียบเสียงลูกระนาดจนได้ระดับเสียงพอสมควรแล้วควรหาโอกาสปรับแต่งเสียง
เป็นครั้งสุดท้ายอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะนำไปใช้บรรเลง
สิ่งที่ใช้เป็นหลักในการเทียบเสียงระนาด
สิ่งที่ใช้เป็นหลักสำคัญที่สุดในการเทียบเสียงแบบไทยคือ
"การฟัง" ด้วยหูที่ ใช้การได้ดี สมัยปัจจุบันเครื่องดนตรีที่มักจะใช้เป็นหลักในการเทียบเสียงคือระนาด
เหล็ก ทั้งนี้เพราะเชื่อกันว่าเป็นเครื่องดนตรีที่สามารถรักษาแนวระดับเสียงได้ดีที่สุด
คือเสียงไม่เปลี่ยนแปลงมากนั่นเอง แต่ก็มิใช่ว่าระนาดเอกเหล็กทุกรางจะมีระดับเสียง
ที่อยู่ในระดับมาตรฐานเดียวกันเสมอไป ผู้เทียบควรเลือกใช้เฉพาะระนาดเอกเหล็กซึ่ง
มีเสียงมาตรฐานเป็นที่นิยมกันทั่วไป ในกรณีที่ไม่สามารถหาระนาดเอกเหล็กที่มีเสียง
มาตรฐานมาใช้เป็นหลักในการเทียบได้ ก็ให้ใช้เสียงใดเสียงหนึ่งเป็นเกณฑ์แล้วเทียบโดยหาความสัมพันธ์ของเสียงแต่ละเสียง
กรณีนี้ผู้เทียบต้องมีประสาทหูที่สามารถรับรู้เรื่องเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในสมัยก่อนที่จะมีผู้คิดประดิษฐ์ระนาดเอก เหล็ก (ระนาดเอกเหล็กเกิดขึ้นในสมัย
รัชกาลที่ 4) ผู้เทียบเสียงระนาดเอกก็ใช้หลักในการ เทียบโดยหาความสัมพันธ์ของแต่ละเสียงแทน
อีกกรณีหนึ่งผู้เทียบอาจใช้ระดับของเสียงขลุ่ยเป็นหลักในการเทียบเสียงแทน
ระนาดเหล็ก แต่ในกรณีที่ใช้ขลุ่ยแทนนั้นมักไม่นิยมเทียบไล่เสียงทีละเสียงตามเสียง
ขลุ่ยเพราะอาจจะมีปัญหาเรื่องความไม่สม่ำเสมอของการใช้ลมและมาตรฐานเสียงของ
ขลุ่ย ผู้เทียบจะหาแต่เสียงหลักเพียงหนึ่งหรือสองเสียงเท่านั้นจากนั้นจึงเทียบโดยหา
ความสัมพันธ์ระหว่างชุดของเสียงดนตรีเอาเอง
ขั้นตอนการเทียบ
ขั้นตอนที่นิยมใช้ปฎิบัติในการเทียบเสียงระนาดนั้นผู้เทียบจะกระทำตามขั้นตอน
ดังนี้
1.
เทียบทีละลูก โดยปกติถ้าหากผู้เทียบใช้ระนาดเอกเหล็กเป็นหลักในการเทียบ
จะเริ่มเทียบจากลูกยอด(ลูกที่มีเสียงสูงสุด)และจะเทียบไล่ต่ำลงมาทีละลูกจนครบ
7 เสียง
2.
เทียบเป็นคู่เสียง หลังจากเทียบหาความสัมพันธ์ของเสียงจนครบ
7 เสียงแล้ว เสียงของลูกที่ 8 ซึ่งอยู่ถัดลงมานั้นจะต้องเทียบให้สัมพันธ์กับเสียงที่
1 ด้วย กล่าวคือ หาก ลูกยอดเป็นเสียง "ฟา" ลูกที่ 8 ซึ่งถัดลงมาจะต้องมีเสียง
"ฟา" ด้วยและต้องมีความสัมพันธ์ กลมกลืนกับเสียง "ฟา" ของลูกยอดด้วย ส่วนลูกที่
9 ซึ่งอยู่ถัดลงมาก็เทียบวิธีเดียวกับการ เทียบเสียงของลูกที่ 8 ทุกประการ
การเทียบเสียงเป็นคู่นี้มีความสำคัญมากเพราะการตี ระนาดเอกจะใช้วิธีตีคู่เสียงแบบนี้บ่อยมาก
นิยมเรียกกันว่า "ตีคู่แปด"

3.
เทียบเสียงกับเครื่องดนตรีอื่น หลังจากเทียบเสียงลูกระนาดทั้ง
2 วิธีดังกล่าว แล้วหากต้องการให้ได้ผลสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นควรเปรียบเทียบเสียงกับเครื่องดนตรีชนิด
อื่นที่ใช้บรรเลงร่วมกันในวงด้วยทั้งนี้เพื่อให้เสียงของเครื่องดนตรีมีความไพเราะกลม
กลืนกันทั้งวง
หลักการและเทคนิคของการเทียบเสียง
หลักการและเทคนิคการเทียบเสียงระนาดเอกนั้นมิได้สำคัญเฉพาะเรื่องการเพิ่ม
หรือลดตะกั่วที่ลูกระนาดเท่านั้น หากรวมไปถึงการเหลาลูกระนาดซึ่งเป็นตัวกำหนด
เสียงในเบื้องต้นด้วย หลักการและเทคนิคที่ช่างเหลาระนาดยึดถือปฏิบัติคือจะเหลาลูก
ระนาดให้มีเสียงสูงกว่าเสียงจริงที่ต้องการประมาณ 2 เสียงทั้งนี้เพื่อให้สามารถถ่วง
ตะกั่วปรับแต่งระดับเสียงได้
เหตุที่ไม่ได้เหลาลูกระนาดเอกให้ได้เสียงตรงตามที่ต้องการในตอนแรกนั้นก็
เนื่องจากว่าการเหลาลูกระนาดให้เสียงตรงพอดีกับเสียงจริงโดยไม่ถ่วงตะกั่วนั้นเสียง
จะดังไม่กังวานลึก น้ำเสียงจะขาดอำนาจที่ดึงดูดใจและไม่น่าฟังเท่าระนาดที่ถ่วงด้วยตะกั่ว
หากต้องการให้ระนาดมีเสียงต่ำให้เหลา (บาก) ส่วนท้องของลูกระนาดให้บางลงจะมีผลต่อระดับ
ความ สูง - ต่ำ ของเสียงระนาด

ส่วนลูกระนาดทางด้านขวามือสุด
(ลูกยอด) ซึ่งปกติจะมีระดับเสียงสูงนั้น ถ้าเสียง ไม่สูงพอตามที่ความต้องการให้ใช้วิธีบาก
(เหลา) ส่วนปลายของลูกระนาดทั้งสองข้างให้ บางลงหลังจากนั้นหากต้องการปรับเสียง
สูง - ต่ำ มากกว่าเดิมให้ใช้วิธีเพิ่มหรือลด จำนวนตะกั่วเพื่อปรับแต่งให้ได้ระดับ
เสียงที่ต้องการ

การติดตะกั่วสำหรับใช้ถ่วงลูกระนาดเอกนั้นควรติดให้มีปริมาณเท่ากันทั้งสองด้าน
และเมื่อเทียบเสียงเสร็จแล้วให้นำผืนระนาดที่เทียบแล้วไปหงายผึ่งตากแดดทิ้งไว้สักครู่พอ
ให้ตะกั่วอ่อนตัวลงแล้วใช้นิ้วมือกดตะกั่วให้ติดสนิทเข้ากับเนื้อไม้ ถ้าเป็นการปรับเสียง
ใหม่การใช้นิ้วมือกดจะทำให้ตะกั่วเก่าและใหม่ติดแน่นเข้าหากันได้อย่างดี
การฟังเสียง ขณะที่ทำการเทียบนั้นมีข้อควรรู้คือ ให้ฟังที่หางเสียงขณะที่เคาะลูกระนาดจะได้เสียงที่
ตรงระดับดีกว่าการฟังเต็มเสียง
ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะเทียบเสียงและวิธีแก้ไข
ปัญหาที่มักพบบ่อยในการเทียบเสียงเครื่องดนตรีประเภทตีคือเมื่อต้องการเทียบ
เสียงให้ต่ำมากๆจำเป็นต้องติดตะกั่วจำนวนมาก เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ได้เสียงระดับต่ำตามต้องการ แต่ถ้าติดมากเกินไปจะทำให้เสียงลูกระนาดทึบ หรือเกิดเสียงอับขึ้นซึ่งสามารถ
แก้ไขได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้
1. ถ้าเป็นลูกระนาดเสียงทุ้มให้แบ่งตะกั่วถ่วงออกไปติดที่บริเวณซึ่งปาดท้องลูก
ระนาดไว้ตะกั่วที่ติดใหม่จะมีขนาดเล็กกว่าที่ติดไว้เดิมเรียกว่าการ "ติดนม"
นอกจาก เสียงทึบที่เกิดจากการติดตะกั่วมากเกินไป แล้วเสียงทึบอาจเกิดจากเนื้อของไม้ที่ทำผืนระนาดเช่น อาจมีตาไม้หรือมีเสี้ยนขวางก็ทำให้เกิดเสียงทึบได้ ดังนั้นผู้ที่เหลาผืนระนาดจะต้องเลือกไม้ที่ไม่มีลักษณะดังกล่าว
นอกจากนั้นหากรูสำหรับร้อยเชือกคับเกินไปก็จะทำให้เกิดเสียงทึบได้จึงต้องทำรูร้อยเชือก
ให้กว้างพอดีไม่คับหรือหลวมเกินไปถ้ารูหลวมจะทำให้ลูกระนาดเคลื่อนไปชิดติดกันเวลา
ตีจะเกิดเสียงทึบได้เช่นกัน

2. ในกรณีการติดถ่วงลูกฆ้องจะไม่ติดตะกั่วจนเต็มตาฆ้อง
(ปุ่มฆ้องด้านใน) เพราะจะทำให้เสียงทึบ ควรเหลือที่ให้เป็นร่องบริเวณรอบตาฆ้องจะทำให้เสียงโปร่งดี
ขึ้น แต่ถ้าเสียงยังทึบอีกให้แบ่งตะกั่วออกไปติดที่ด้านข้าง (บริเวณฉัตรฆ้องด้านใน)
เหมือนกรณีของระนาดทุ้มหากลูกฆ้องมีเสียงต่ำอยู่แล้วแต่ต้องการให้ระดับเสียงสูงขึ้น
กรณีนี้การเทียบเสียงโดยใช้ตะกั่วถ่วงไม่สามารถช่วยได้เราอาจแก้ไขโดยวิธี
เลื่อยฉัตร ฆ้องให้สั้นลง (แต่ไม่นิยมกระทำกัน) หรืออาจกระทำโดยการปรับระดับเสียงใหม่ทั้งร้าน
ฆ้องโดยลดเสียงให้ต่ำลงอีกหนึ่งเสียง กรณีแบบนี้มักเกิดกับลูกฆ้องที่มีเสียงสูงเช่นลูก
ยอดซึ่งไม่สามารถถ่วงตะกั่วได้
ถ้าเสียงฆ้องไม่ดังกังวาน
(เสียงดังแหม่งๆ) เป็นเสียงที่ออกมาไม่สมบูรณ์ให้ใช้ วิธีการร้อยหวายสลับรูให้หวายไขว้กันจะพอแแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้