6.1 วิธีการผลิต
การทำรางระนาดเอก
รางระนาดเอกมีส่วนประกอบที่สำคัญได้แก่ โขน กระพุ้ง ฐาน ท้อง และ คิ้ว ดัง นั้นการทำรางระนาดจึงต้องแยกทำทีละส่วนให้เสร็จก่อน แล้วจึงนำมาประกอบกันใน ภายหลัง วิธีการทำรางระนาดเอกแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้

การทำโขนระนาดเอก
โขนระนาดเอกทำด้วยไม้เนื้อแข็งมีรูปร่างเป็นแผ่นแบนทรงรีมีขอบโค้งมนและมี รอยหยักตามขอบ ไม้ที่ใช้ทำได้แก่ ไม้สัก ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน ไม้มะริด เป็นต้น แผ่นไม้ที่ จะนำมาโขนระนาดต้องมีความกว้างประมาณ 10 นิ้วฟุต ยาว 18 นิ้วฟุต และหนาประมาณ 5 หุน จำนวน 2 แผ่น นำมาไสด้วย กบไสไม้ ให้เรียบเสมอกันแล้วนำ แบบพิมพ์ รูปโขน ระนาดมาวางทาบบนแผ่นไม้ ใช้ดินสอขีดเส้นตามแบบพิมพ์รูปโขนระนาด ต่อจากนั้นนำ ไปเลื่อยตามรอยเส้นดินสอ เมื่อเลื่อยเสร็จแล้วใช้กระดาษทรายขัดให้เรียบและใช้สิ่วตอก ลบเหลี่ยมตามขอบ จากนั้นจึงทำคิ้วของโขนระนาดโดยใช้สิ่วเล็กแกะเนื้อไม้บริเวณขอบ โขนระนาดให้รอบลักษณะดังกล่าวเรียกว่า การเดินเส้น แล้วใช้กระดาษทรายขัดตามขอบ อีกครั้ง การทำคิ้วลักษณะนี้จะทำให้คิ้วกับโขนติดกันเป็นไม้เนื้อเดียวกัน ลักษณะการทำ โขนระนาดที่มีคิ้วกับโขนที่เป็นไม้คนละชิ้นนั้น ทำได้โดยใช้ ไม้มะปลิง หรือ ไม้มะเกลือ นำมาเลื่อยให้เข้ารูปกับโขนระนาด ใช้กาวทาแล้วนำไปติดกับขอบโขนระนาดที่ได้ขัดตก แต่งแล้ว ต่อไปเอาตะปูที่ตัดหัวออกตอกย้ำอีกครั้งหนึ่ง โขนระนาดเอกปี่พาทย์ที่ทำเสร็จ แล้วจะมีความกว้างประมาณ 8 นิ้วครึ่ง ยาวประมาณ 17 นิ้วครึ่ง

การทำกระพุ้งรางระนาดเอก
กระพุ้งระนาดเอกคือส่วนที่เป็นขอบฝารางระนาดเอก วิธีทำกระพุ้งใช้ไม้เนื้อแข็ง เช่นเดียวกับการทำโขนระนาดเอก การเลือกไม้ทำกระพุ้งจะต้องเลือกไม้ที่ไม่มีตำหนิและ ตาไม้ ที่สำคัญต้องเป็นไม้ชนิดเดียวกับไม้ที่ใช้ทำโขนระนาด ขนาดของไม้กว้าง 30 นิ้ว ยาว 43 นิ้ว และหนาประมาณ 1 นิ้วครึ่ง จำนวน 2 แผ่น นำกระสวนกระพุ้งมาวางทาบบน แผ่นไม้ที่เตรียมไว้ใช้ดินสอวาดตามความโค้งของรูปไม้กระสวนแล้วนำไปเลื่อยออกด้วย เลื่อยมือ ต่อจากนั้นนำไปแต่งให้กระพุ้งด้านในเว้าออกโดยวิธีโกลนท้องหรือขุดท้อง วิธี การทำใช้สิ่วใหญ่ขุดเนื้อไม้ออกโดยขุดให้ส่วนตรงกลางมีความลึกกว่าส่วนอื่น ส่วนด้าน นอกใช้กบไสเนื้อไม้ออกโดยไสเนื้อไม้ส่วนตรงกลางให้น้อยที่สุดแล้วใช้กระดาษทราย ละเอียดขัดอีกครั้ง

วิธีการทำฐานระนาดเอก (เท้าระนาดเอก)


ฐานหรือเท้าของระนาดเอกทำด้วยไม้ชนิดเดียวกันกับที่ใช้ทำโขนและกระพุ้ง จำนวน 2 แผ่น แผ่นแรกเป็นรูปสี่เหลี่ยมมีความหนา 3 นิ้ว กว้าง 8 นิ้ว และยาว 9 นิ้ว นำไม้แผ่นแรกมาถากออกทั้ง 4 ด้าน โดยใช้สิ่วถากจากด้านบนให้เล็กชันลงไปหาด้านล่างให้ด้านล่างมีขนาดเท่าเดิม ต่อจากนั้นใช้สิ่วเล็กขุดเนื้อไม้ออกโดยขุดจากด้านล่างไปหาด้านบนโดยขุดเป็นชั้นๆขึ้นไปคล้ายขั้นบันไดประมาณ 4 ขั้น ให้ชั้นบนสุดมีขนาดความกว้าง 5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว จากนั้นนำไม้แผ่นที่สองที่มีขนาดความกว้างประมาณ 6 นิ้ว ยาว 7 นิ้ว และหนา 1 นิ้ว ใช้สิ่วแต่งให้มีลักษณะเหมือนไม้แผ่นแรกแต่ต้องให้ด้านล่างมีฐานเล็กกว่าด้านบน และให้ด้านล่างของไม้ชิ้นที่สองมีขนาดเท่ากับด้านบนของไม้แผ่นแรก ต่อจากนั้นใช้สิ่วขุดเนื้อไม้แผ่นที่สอง โดยขุดด้านบนให้เว้าลงเท่ากับขนาดความโค้งของกระพุ้งรางระนาดเอก แล้วใช้กระดาษทรายขัดเนื้อไม้ให้เรียบทั้งสองชิ้น นำไม้ทั้งสองชิ้นมาประกบกัน ให้ด้านบนของไม้ชิ้นแรกติดกับด้านล่างของไม้ชิ้นที่สอง โดยใช้กาวอัดให้แน่นแล้วใช้ตะปูตอกสองครั้งเพื่อให้ไม้ติดกันแน่นมากยิ่งขึ้น ต่อจากนั้นนำโขนกับกระพุ้งมาประกอบกัน ใช้สิ่วเล็กขุดที่ขอบโขนระนาดให้เป็นร่องเล็กประมาณ 3 หุน ความกว้างและความยาวเท่ากับส่วนปลายกระพุ้ง เมื่อตกแต่งเรียบร้อยแล้วนำปลายกระพุ้งเข้าประกอบกับโขนโดยใช้กาวทาเนื้อไม้ให้แน่นแล้วใช้ตะปูตอกอีกครั้งหนึ่ง


ต่อจากนั้นนำไม้อีกแผ่นมาทำเป็นท้องรางระนาดโดยวัดขนาดของความกว้างให้เท่ากับกึ่งกลางของขอบกระพุ้งทั้งสองข้าง ความยาวเท่ากับส่วนล่างของกระพุ้งสองข้างที่ประกอบติดกับโขนระนาดแล้วนำมาเลื่อยตามขนาดที่วัดไว้ ตบแต่งและขัดให้เรียบร้อย นำมาติดกับกระพุ้งส่วนล่างใช้ตะปูตอกให้แน่น นำฐานระนาดที่ทำไว้มาติดที่ส่วนล่างของท้องรางโดยให้ฐานอยู่ตรงกลางของส่วนโค้งของกระพุ้งแล้วติดคิ้วด้วยการตอกตะปูเล็ก ถ้าต้องการให้ไม้ที่ทำคิ้วดัดงอได้สะดวกควรนำไม้คิ้วไปต้มน้ำ เมื่อติดคิ้วแล้วจึงทาสีเป็นขั้นตอนสุดท้าย เมื่อประกอบรางระนาดเสร็จแล้วจึงนำไปตกแต่งอีกครั้งหนึ่งแล้วใช้สีแดงทาภายในราง ส่วนภายนอกใช้น้ำมันขัดเงาทาเพื่อความสวยงาม
นอกจากลักษณะของรางระนาดเอกดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นยังมีรางระนาดอีกชนิด หนึ่งที่ได้รับความนิยมมากคือ "รางระนาดทอง" เป็นรางระนาดเอกซึ่งแกะสลักลวดลาย แล้วลงรักปิดทองอย่างสวยงาม ในการทำรางทองจะต้องเขียนลวดลายในกระดาษที่ตัดเป็น รูปกระพุ้งระนาดและโขนระนาดแล้วทากาวหรือแป้งเปียกลงบนกระดาษที่วาดลวดลายแล้ว นำไปติดกับ กระพุ้ง โขน และฐาน เมื่อแป้งเปียกแห้งสนิทแล้วใช้สิ่วตอกแซะให้เป็นร่องตาม ลวดลายทั้งหมดก่อน ต่อจากนั้นจึง แกะลาย โดยขุดเนื้อไม้ที่ไม่ใช่ลวดลายออกให้หมด การ ขุดพื้นไม้ควรขุดให้ลึกพอสมควรจะทำให้ลักษณะลายนั้นเด่นและดูสวยงาม เมื่อแกะลาย เสร็จแล้วนำกระดาษทรายละเอียดมาขัดให้เรียบแล้วใช้ฝุ่นแดงผสมน้ำทาตามเนื้อไม้ที่แกะ สลักและนำมาผึ่งลมทิ้งไว้ให้แห้งสนิทแล้วจึงใช้ ยางรัก ทาอีกครั้งหนึ่ง
นอกจากลักษณะของรางระนาดเอกดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นยังมีรางระนาดอีกชนิด หนึ่งที่ได้รับความนิยมมากคือ "รางระนาดทอง" เป็นรางระนาดเอกซึ่งแกะสลักลวดลาย แล้วลงรักปิดทองอย่างสวยงาม ในการทำรางทองจะต้องเขียนลวดลายในกระดาษที่ตัดเป็น รูปกระพุ้งระนาดและโขนระนาดแล้วทากาวหรือแป้งเปียกลงบนกระดาษที่วาดลวดลายแล้ว นำไปติดกับ กระพุ้ง โขน และฐาน เมื่อแป้งเปียกแห้งสนิทแล้วใช้สิ่วตอกแซะให้เป็นร่องตาม ลวดลายทั้งหมดก่อน ต่อจากนั้นจึง แกะลาย โดยขุดเนื้อไม้ที่ไม่ใช่ลวดลายออกให้หมด การ ขุดพื้นไม้ควรขุดให้ลึกพอสมควรจะทำให้ลักษณะลายนั้นเด่นและดูสวยงาม เมื่อแกะลาย เสร็จแล้วนำกระดาษทรายละเอียดมาขัดให้เรียบแล้วใช้ฝุ่นแดงผสมน้ำทาตามเนื้อไม้ที่แกะ สลักและนำมาผึ่งลมทิ้งไว้ให้แห้งสนิทแล้วจึงใช้ ยางรัก ทาอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อยางรักจวนจะแห้งสนิทจึงนำทองแผ่นเปลวมาติด การปิดทองเปลวต้องปิดด้วย ความประณีตโดยปิดทีละแผ่น ใช้ภู่กันเป็นเครื่องมือช่วยในการปิดทอง การปิดทองจะปิด บริเวณส่วนที่เป็นลวดลายนูน ส่วนที่เป็นร่องพื้นจะใช้สีแดงทาหรือติดกระจกสีน้ำเงินเพื่อ เน้นความเด่นชัดของลวดลาย ระนาดเอกรางทองนี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้บรรเลงร่วมกับฆ้องมอญซึ่งมีการตกแต่งรางฆ้องเป็นลวดลายลงรักปิดทอง เพื่อให้มีความสวยงามกลมกลืนกัน

การทำผืนระนาดเอก
ผืนระนาดเอกเป็นส่วนสำคัญที่สุดของระนาดเอกเพราะเป็นส่วนที่ทำให้เกิดเสียงดนตรีอันไพเราะ เสียงของระนาดเอกจะไพเราะน่าฟังหรือไม่ นอกจากจะขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้บรรเลงแล้ว ยังขึ้นอยู่กับการทำผืนระนาดเอกให้ได้คุณภาพเสียงดีและคงทนด้วย ในบทนี้จะขอกล่าวถึงขั้นตอนและวิธีการทำผืนระนาดเอกก่อน
"ผืนระนาด" คือลูกระนาดหลายๆลูกที่นำมาเจาะรูร้อยเชือกเรียงชิดติดกันในแนว นอนโดยหันส่วนโค้งของผิวลูกระนาดขึ้นด้านบนและเรียกลูกระนาดที่ร้อยเชือกติดกันเหล่านี้ว่าผืนระนาด โดยทั่วไปผืนระนาดเอกจะมีลูกระนาดจำนวน 21 ลูก แต่บางครั้งก็ใช้ 22 ลูกแล้วแต่ความนิยม ไม้ที่นิยมใช้ทำผืนระนาดเอกนั้นมีอยู่ 2 ชนิดคือ
1 ไม้ไผ่
2 ไม้เนื้อแข็งบางพันธุ์

กรณีที่ใช้ไม้ไผ่ทำผืนระนาด
ช่างดนตรีไทยมักนิยมใช้ "ไม้ไผ่บง" ซึ่งเป็นไม้ไผ่ที่ถือกันว่าให้เสียงระนาดเอกได้ไพเราะนุ่มนวลน่าฟังมากกว่าไม้ไผ่พันธุ์อื่นๆ ไม้ไผ่บงเป็นไม้ที่ขึ้นตามโขดหินแถบเชิงเขาซึ่งอยู่ใกล้ทะเล ไม้ไผ่ที่ขึ้นบริเวณนี้จะมีเนื้อไม้ที่แข็งแกร่งมีเสี้ยนดำละเอียดมีความทนทานและให้เสียงกังวานที่ไพเราะ แหล่งไม้ไผ่บงในประเทศไทยที่มีคุณภาพดีเหมาะสมจะนำมาเหลาทำเป็นลูกระนาดนั้นเท่าที่ทราบพบอยู่เพียงสองจังหวัดคือ "จังหวัดตราด" และ "จังหวัดจันทบุรี" แต่ไม้ไผ่บงที่ จังหวัดตราด ดูจะเป็นที่นิยมมากกว่าเนื่องจากมีลายผิวสวย มีเสี้ยนดำละเอียด เสียงกังวานไพเราะ และ มีความทนทานดี


ไม้ไผ่ที่นำมาเหลาทำลูกระนาดเอกต้องเป็นไม้ที่แก่กำลังดีโดยสังเกตได้จากจำนวนหน่อของต้นไผ่คือ ถ้ามีหน่อเรียงติดกันประมาณ 10 หน่อแสดงว่าเป็นไม้ไผ่แก่มีอายุอย่างน้อยประมาณ 10 ปี ถ้าไม้ไผ่มีอายุมากเกินไปเนื้อไม้จะแห้งและผิวจะแตกง่ายไม่สมควรนำมาเหลาทำลูกระนาดเอก ข้อสังเกตสำหรับไม้ไผ่บงที่แก่กำลังดีคือต้องเป็นไม้ไผ่ที่มีสีเขียวคล้ำจนเกือบดำและไม่มีขนตามข้อปล้องไม้ไผ่
เมื่อพบไม้ไผ่บงซึ่งมีคุณสมบัติตามที่ต้องการแล้วให้ตัดตรงโคนต้น ขณะโค่นต้นควรระวังไม่ให้ลำต้นไปเสียดสีกับไผ่ต้นอื่นเพราะจะทำให้ผิวไม้ไผ่มีรอยขีดข่วนเสียหาย เมื่อโค่นแล้วให้ตัดจากโคนต้นไม่เกิน 7 ปล้อง ส่วนที่ตัดนี้เรียกว่า "โคนซอ" การที่ตัดเฉพาะโคนซอเพราะเป็นปล้องที่สั้นและมีความหนาพอที่จะนำมาทำลูกระนาดเอกได้
เมื่อตัดเสร็จแล้วให้นำไม้ไผ่บงนั้นมา "เกียก" หรือผ่าให้ได้ขนาดสำหรับเหลาทำ ลูกระนาดเอก วิธีการเกียกไม้คือใช้เลื่อยตัดเป็นปล้องๆโดยตัดตรงกลางข้อทุกปล้อง ปล้องที่อยู่ตรงโคนสุดจะสั้นและหนาใช้สำหรับทำลูกระนาดซึ่งมีระดับเสียงสูงที่อยู่ทางด้านขวามือของผู้บรรเลง ส่วนปล้องที่ 5, 6 และ 7 ลำปล้องมักจะมีขนาดยาวและเนื้อไม้ค่อนข้างบางใช้ทำลูกระนาดที่มีระดับเสียงต่ำซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือของผู้บรรเลง ตามปกติไม้ไผ่บงมีลำปล้องใหญ่สามารถผ่าทำลูกระนาดได้ประมาณ 5 - 6 ลูกต่อหนึ่งปล้อง แต่ถ้าลำปล้องใหญ่มากอาจจะผ่าได้ถึง 8 ลูก วิธีการเกียกไม้ใช้ไม้บรรทัดขีดเป็นเส้นตรงยาวลงไปตามลำปล้อง โดยคำนวนแบ่งส่วนไว้ก่อนล่วงหน้า แล้วใช้มีดอีโต้เกียกออกทีละส่วน ก่อนจะผ่าควรใช้มีดกรีดตามเส้นที่กำหนดไว้ทุกเส้นก่อน เวลาผ่าให้ใช้มีดอีโต้วางตามรอยที่จะเกียก แล้วใช้ขวานหรือฆ้อนทุบลงไปบนสันมีดเบาๆ พอให้ไม้แตกเป็นรอยเล็กน้อยแล้วจึงเกียก หรืองัดแซะส่วนที่ผ่าให้หลุดออกจากปล้องทีละซีก

กรณีที่ใช้ไม้เนื้อแข็งทำผืนระนาด
ไม้เนื้อแข็งพันธุ์ที่นิยมนำมาเหลาทำเป็นลูกระนาดได้แก่ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน ไม้พยุง และไม้มะหาดแต่ไม้ที่นิยมกันว่ามีคุณสมบัติดีที่สุดคือ ไม้ประดู่ และ ไม้ ชิงชัน รองลงมาได้แก่ ไม้พยุง และ ไม้มะหาด
ไม้ประดู่และไม้ชิงชันเป็นไม้ที่มีความเหนียวแกร่งและทนทาน สีสวย (ไม้แก่จัดจะมีสีดำเป็นมัน) และให้เสียงสดใสไพเราะ ไม้มะหาดเป็นเนื้อไม้ค่อนข้างหยาบ เสียงไม่ดีเท่าไม้ชิงชัน ไม่ทนทาน สีไม่สวย ลักษณะไม้เป็นสีน้ำตาลปนดำ ส่วนไม้พยุงมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับไม้ชิงชันและไม้มะหาด


ไม้ประดู่และไม้ชิงชันเป็นไม้ที่มีความเหนียวแกร่งและทนทาน สีสวย (ไม้แก่จัดจะมีสีดำเป็นมัน) และให้เสียงสดใสไพเราะ ไม้มะหาดเป็นเนื้อไม้ค่อนข้างหยาบ เสียงไม่ดีเท่าไม้ชิงชัน ไม่ทนทาน สีไม่สวย ลักษณะไม้เป็นสีน้ำตาลปนดำ ส่วนไม้พยุงมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับไม้ชิงชันและไม้มะหาด
ไม้เนื้อแข็งที่นำมาทำลูกระนาดควรมีอายุประมาณ 20 ปีขึ้นไป เมื่อได้ไม้มาแล้วจะต้องนำไปหมกขี้เลนไว้ใต้ท้องน้ำก่อนทั้งท่อน เมื่อจะนำขึ้นมาใช้ต้องเลาะกระพี้หรือเปลือกไม้ออกให้เหลือแต่เนื้อไม้ล้วนๆ แล้วตัดออกเป็นท่อนๆให้มีความยาวตามขนาดของลูกระนาดเอก คือถ้าเป็นลูกยอด (เสียงสูง) จะยาวประมาณ 11 - 12 นิ้ว ลูกทั่งหรือลูกที่มีเสียงต่ำสุดจะยาวประมาณ 16 - 17 นิ้ว ลูกที่เหลือยาวลดหลั่นกันลงมาตามลำดับ การตัดไม้ควรตัดให้มีความยาวมากกว่าปกติเล็กน้อยเพื่อเอาไว้เจียนหัวท้ายให้เท่ากันในภายหลัง ต่อจากนั้นผ่าแบ่งท่อนไม้เป็นซีกโดยให้แต่ละซีกมีความหนาประมาณ 4 หุนกว่า วิธีแบ่งให้ใช้ไม้บรรทัดตีเป็นเส้นตรงลงไปตามความยาวของเนื้อไม้ เมื่อตีเส้นแบ่งเป็นซีกแล้วให้ใช้เลื่อยธรรมดาเลื่อยตัดออก ในสมัยก่อนไม่นิยมใช้เลื่อยแต่จะใช้ขวานผ่าลงมาตามแนวเสี้ยนไม้ เพราะการใช้เลื่อยทำให้ตัดเสี้ยนไม้ซึ่งจะทำให้เสียงของลูกระนาดเอกดังไม่ไพเราะและไม่ทนทาน

การแช่น้ำ
เมื่อเกียกไม้ที่จะทำลูกระนาดออกเป็นซีกได้ตามขนาดที่ต้องการแล้วขั้นตอนต่อไปคือนำไม้เหล่านั้นไปแช่น้ำไว้ประมาณ 6 เดือนโดยมีจุดประสงค์คือ
1 ต้องการให้คราบสกปรกยุ่ยตัวเวลาทำความสะอาดลูกระนาดเอก
2 เพื่อให้ลูกระนาดมีกลิ่นเหม็นเป็นการป้องกันไม่ให้ตัวมอดหรือตัวแมลงเจาะ ทำลายเนื้อไม้
3 เพื่อให้ลูกระนาดดูดความชื้นให้เท่ากันทุกลูกเมื่อนำไม้ขึ้นมารมควันจะทำให้ ความชื้นออกจากเนื้อไม้ในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน
การแช่น้ำควรแช่ลงในตุ่มไม่ควรแช่ในท้องร่องหรือแม่น้ำลำคลองเพราะจะทำ ให้ขี้เลนจับผิวไม้เป็นรอยดำด่างไม่สวยงาม นอกจากนั้นขี้เลนยังอาจจะทำให้ไม้มีสภาพ เป็น "ชุ่มท่อน" คือเนื้อไม้ใกล้จะผุ เมื่อนำมาทำลูกระนาดเอกแล้วเสียงจะเบาไม่ไพเราะ การแช่ไม้ในตุ่มควรเรียงท่อนไม้ซ้อนลงไปในแนวตั้งโดยให้มีจำนวนของซีกไม้เหมาะ สมกับขนาดของตุ่มและปริมาณของน้ำ แล้วแช่ทิ้งไว้อย่างนั้นประมาณ 15 วัน เมื่อครบ 15 วันแล้ว ให้นำไม้ขึ้นมาทำความสะอาดล้างตุ่มเปลี่ยนน้ำใหม่ แล้วนำซีกไม้ที่ทำความสะอาดแล้วกลับลงไปแช่ทิ้งไว้ต่อไปอีก ประมาณ 6 เดือนโดยไม่ต้องเปลี่ยนน้ำ

การรมควันหรือคาไฟ
เมื่อครบกำหนดแล้วให้นำไม้ซีกที่แช่น้ำขึ้นมาแล้วนำไป "คาไฟ" หรือรมควันให้แห้งเพื่อให้ความชื้นออกไปทีละน้อย และทำให้เนื้อไม้มีความแข็งตัวขึ้น นอกจากนั้นควันไฟจะจับผิวไม้ให้เป็นสีเหลืองหรือสีค่อนข้างแดง ทำให้ลูกระนาดมีสีสวยงามขึ้น
วิธีการรมควันให้ทำดังนี้คือ ทำ"ตั้งร้าน"สำหรับพาดไม้ให้อยู่สูงจากกองไฟประมาณ 1.50 เมตร ไม่ควรให้ไม้อยู่ในระดับที่ต่ำหรือสูงกว่านั้น เพราะถ้าร้านไม้อยู่ต่ำเกินไปไฟอาจลุกขึ้นถึงซีกไม้ได้ แต่ถ้าร้านไม้อยู่สูงเกินไปไม้จะได้รับความร้อนน้อย และเป็นเหตุให้ไม้ไม่แห้งสีไม่สวยงามเท่าที่ควร ตัวร้านที่ใช้พาดไม้จะต้องทำหลังคากันแดดและฝนไว้ด้วย เพราะได้ประโยชน์ถึงสองประการคือ กันมิให้เนื้อไม้ถูกแสงแดดเพราะเนื้อไม้ที่ถูดแสงแดดอาจแตกง่าย นอกจากนั้นการทำหลังคาจะทำให้ควันอบคลุ้งอยู่ภายในร้าน ทำให้เนื้อไม้แห้งเร็วขึ้นด้วย
วิธีเรียงไม้พาดบนร้าน ควรเรียงตะแคงเอาด้านข้างขึ้นเป็นซีกๆ เว้นระยะระหว่างซีก พอให้ควันไฟผ่านขึ้นมาอบทุกส่วนของเนื้อไม้ได้โดยสะดวก ไม่ควรวางไม้ทางแบนราบพาดลงบนร้านเพราะควันไฟผ่านไม้สะดวก ทำให้ไม้แห้งไม่เท่ากันและตรงที่แผ่นไม้พาดกับร้านอาจเป็นรอยเพราะควันรมไม่ถึง เชื้อเพลิงที่ใช้ในการจุดไฟเพื่อรมควันก็มีความสำคัญ เพราะมีส่วนทำให้ลูกระนาดที่จะนำไปเหลามีสีสวยและทนทาน เชื้อเพลงที่นิยมใช้คือ ชานอ้อย เพราะจะทำให้ผิวไม้มีสีเหลืองงดงามและทนทานแต่ถ้าไม่มีชานอ้อยสามารถใช้ แกลบ แทนได้แต่การรมควันด้วยแกลบจะทำให้ผิวไม้มีสีค่อนข้างแดงไม่เหลืองเหมือน กับรมด้วยชานอ้อย การรมควันต้องทำติดต่อกันทั้งวันและทุกวันโดยคอยเติมเชื้อเพลิงอยู่เสมอ เมื่อรมควันได้ประมาณ 1 เดือนแล้วไม่จำเป็นต้องรมทั้งวันอาจจะรมวันเว้นวันก็ได้ให้ทำลักษณะดังกล่าวนานประมาณ 3 - 4 เดือนเนื้อไม้จึงจะแห้งพอที่จะนำมาเหลาทำเป็น ลูกระนาดเอกได้แต่ถ้าต้องการให้เนื้อไม้ดียิ่งขึ้นควรรมควันให้นานประมาณ 1 - 2 ปี จะทำให้ไม้มีคุณภาพดีมาก เนื้อไม้แห้งสนิทมีสีสวยและผิวทนทานต่อการบรรเลงมากยิ่งขึ้น

การเหลาลูกระนาดเอก
การเหลาลูกระนาดให้มีลักษณะสวยงามและมีคุณภาพเสียงดีนั้น ขึ้นอยู่กับฝีมือของช่างดนตรีส่วนหนึ่ง และขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้ในการเหลาลูกระนาดเอกด้วยอีกส่วนหนึ่ง ฝีมือของช่างดนตรีเป็นเรื่องของศิลปะและรสนิยมของช่างแต่ละคนซึ่งจะไม่ขอกล่าวถึง ในที่นี้จะขอนำเสนอเฉพาะเรื่องของเครื่องมือในการเหลาลูกระนาดซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่
1 ดินสอ
2 ไม้บรรทัดปรอท
3 มีดอีโต้
4 เลื่อย
5 สิ่ว
6 กบเหล็ก
7 สว่าน
8 ท่อนเหล็กกลม

ขั้นตอนในการเหลาลูกระนาดเอก

1) การคัดลูกระนาดเอก


ก่อนที่จะลงมือเหลาลูกระนาดเอกจะต้องคัดลูกระนาดตั้งแต่ลูกที่มีเสียงต่ำสุดจนถึงลูกที่มีเสียงสูงสุด ลูกที่มีเสียงต่ำจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ แผ่นบาง และ มีปล้องยาว ส่วนลูกที่มีเสียงสูงจะมีขนาดเล็กมีข้อปล้องสั้นและหนา เมื่อคัดลูกระนาดที่จะเหลาได้แล้วให้นำมาวางจัดเรียงตามขนาดที่ลดหลั่นกัน ผืนระนาดที่ดีต้องมีผิวไม้คล้ายคลึงกัน มีเสี้ยนขนาดเท่ากันเนื้อไม้เรียบไม่โก่งปลายลูกระนาดตัดได้พอดีกันทั้งสองข้างและมีคุณภาพเสียง (เนื้อเสียง) ในระดับเดียวกันด้วย

2) การไสข้างลูกระนาดเอก


เมื่อคัดเลือกไม้และนำมาวางเรียงกันแล้วจึงเริ่มไสด้านข้างของลูกระนาดเอกให้เรียบและได้ระดับเท่ากันทั้งสองข้าง การไสข้างนั้นทำให้เนื้อไม้ของลูกระนาดเรียบและมีความกว้างได้ขนาดเท่ากัน วิธีการไสคือตีเส้นบนลูกระนาดทั้งสองข้างแล้วใช้มีดอีโต้ถากเข้าไปให้ใกล้เส้นที่ตีไว้ต่อจากนั้นใช้กบใหญ่ไสเนื้อไม้ให้เรียบ การไสลูกระนาดต้องไสไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าพบว่ากำลังไสย้อนเสี้ยนไม้จะต้องกลับไปไสอีกทางหนึ่งทันทีเพื่อเป็นการตัดเสี้ยนไม้ให้หมดไป เมื่อใช้กบไสเนื้อไม้จนเกือบถึงเส้นที่ตีไว้แล้ว จึงใช้กบเหล็กขนาดเล็กไสต่อจนถึงแนวเส้นที่ตีไว้ แล้วนำไม้บรรทัดปรอทมาจับเพื่อให้เกิดความเที่ยงตรงอีกที

3) การปาดและตัดหัวท้ายลูกระนาดเอก
เมื่อไสข้างลูกระนาดเอกครบทุกลูกแล้ว ให้ตัดเกลาหัวและท้ายของลูกระนาดให้มีความยาวดังนี้คือ ลูกทั่งหรือลูกที่มีเสียงต่ำสุดให้ยาวประมาณ 16 - 17 นิ้ว ส่วนลูกยอดหรือลูกที่มีเสียงสูงสุดให้ยาวประมาณ 11 - 12 นิ้ว เมื่อได้ความยาวของลูกระนาดลูกยอดและลูกทั่งตามที่ต้องการแล้ว ให้แบ่งครึ่งความยาวเพื่อหาจุดกึ่งกลางของลูกระนาดทั้งสองลูก แล้วนำลูกระนาดทั้งหมดมาเรียงต่อกันให้ครบทุกลูก แล้วลากเส้นตรงจากปลายหัวลูกทั่งไปหาปลายหัวลูกยอด เส้นทั้งสองนี้จะเป็นแนวสำหรับตัดหัวท้ายของลูกระนาดอื่นๆในผืนเดียวกัน การตัดลูกระนาดควรใช้เลื่อยเหล็กขนาดเล็กเท่านั้น ไม่ควรใช้เลื่อยใหญ่ตัดเพราะเลื่อยใหญ่นั้นฟันเลื่อยกว้างเกินไปจะทำให้กินเนื้อไม้ เมื่อตัดหัวท้ายของลูกระนาดทุกลูกเสร็จแล้วจึงนำมาปาดแต่งเพื่อให้หัวและท้ายของลูกระนาดแต่ละลูกมีความหนาเท่ากัน

การเจาะรูสำหรับร้อยเชือก
ก่อนที่จะเจาะรูลูกระนาดเอกเพื่อร้อยเชือกติดกันให้เป็นผืน ระนาดจะต้องวัดขนาดของลูกทั่งและลูกยอดโดยใช้ไม้บรรทัดตีเส้นแนวสำหรับเจาะรู ตั้งแต่ลูกยอดทั้งสองข้าง แล้ววัดความกว้างของลูกระนาดเอกตรงแนวเส้นที่ขีดไว้ทุกลูก เมื่อวัดได้ระยะแล้วแบ่งให้เป็นสี่ส่วนเท่าๆกัน ใช้ดินสอจุดตรงที่เจาะรูไว้บนเส้นที่ตี โดยให้มีระยะห่างจากด้านข้างทั้งสองข้างมาหารูที่เจาะข้างละ 1 ส่วน เว้นตรงกลางไว้ 2 ส่วน เมื่อกำหนดจุดที่สำหรับเจาะรูไว้ด้านหนึ่งแล้วจึงกลับไปวัดระยะจุดที่เจาะรูทางปลายผืนระนาดเอกอีกด้านหนึ่งในลักษณะเดียวกัน

การเจาะรูร้อยเชือกระนาดในครั้งแรกจะใช้สว่านเล็กเจาะรู แต่จะไม่เจาะรูให้มีขนาดพอดีกับเชือกที่ร้อยเพราะจะทำให้ผิวไม้แตก และเป็นขุยไม่สวยงาม ดังนั้นเมื่อใช้สว่านเล็กเจาะทั้งสี่รูแล้วจึงใช้ท่อนเหล็กกลมที่มีขนาดพอดีกับเชือกที่จะใช้ร้อยหรือใหญ่กว่าเล็กน้อย (เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-6 มิลลิเมตร) นำมาเผาไฟแล้วเจาะลงไปในรูอีกครั้งหนึ่ง การเจาะรูลูกระนาดเอกจะไม่เจาะตรงลงไปในเนื้อไม้เพราะจะทำให้เสียงลูกระนาดดังไม่ไพเราะ

การคว้านพื้นท้องของลูกระนาดเอก
เมื่อเจาะรูลูกระนาดเอกแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการบากหรือการคว้านพื้นท้องของลูกระนาดตรงกลางลูก เพื่อปรับแต่งเสียงให้ได้ระดับตามที่ต้องการ โดยปกติจะคว้านลูกระนาดตั้งแต่ลูกที่ 5 หรือ 6 นับจากลูกยอดลงมา ลูกระนาดตั้งแต่ลูกที่ 5 ขึ้นไปไม่ต้องคว้านเพราะต้องการให้ระนาดมีเสียงสูง โดยปกติลูกทั่งจะต้องคว้านท้องยาวประมาณ 6 - 6.5 นิ้ว โดยคว้านให้เว้าเข้าไปเกือบถึงผิว ลูกระนาดที่ต่อจากลูกทั่งจะคว้านให้สั้นและตื้นลงตามลำดับจนถึงลูกระนาดลูกสุดท้ายจะคว้านประมาณ 2 - 3 นิ้ว


วิธีคว้านพื้นท้องของลูกระนาดที่ทำด้วยไม้ไผ่บง จะใช้สิ่วค่อยๆแซะพื้นท้องของลูกระนาดให้เนื้อไม้หลุดออกทีละน้อยจนเป็นรูปเว้าลึก ต่อจากนั้นนำกระจกมาขูดแต่งเนื้อไม้แล้วใช้กระดาษทรายขัดให้เรียบ ตามปกติจะแต่งเสียงลูกระนาดให้มีเสียงสูงขึ้นประมาณ 2 ถึง 3 เสียง เพื่อเอาไว้ถ่วงตะกั่วให้มีเสียงต่ำลง ส่วนวิธีคว้านพื้นท้องลูกระนาดที่ทำด้วยไม้เนื้อแข็งนั้น จะใช้ขวานหรือมีดอีโต้ถากก่อนแล้วจึงใช้สิ่วแต่งให้เรียบอีกที

การทำไม้ระนาดเอก
ไม้ระนาดเปรียบเสมือนอาวุธของนักดนตรีวงปี่พาทย์ ไม้ระนาดที่ สวยงาม, เหมาะมือและคงทนแข็งแรงย่อมเป็นที่ต้องการของนักดนตรีทั่วไป ดังนั้นการทำไม้ระนาดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การทำรางระนาดหรือผืนระนาด ไม้ตีระนาดเอกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหัวไม้สำหรับตีและส่วนที่เป็นก้านไม้สำหรับจับมีวิธีการและขั้นตอนในการทำไม้ระนาดเอกดังนี้

การเลือกไม้
ไม้ที่นิยมนำมาทำก้านไม้ระนาดเอกมีอยู่ 2 ชนิดคือ ไม้ไผ่สีสุก และ ไม้ไผ่บง แต่ส่วนมากช่างดนตรีจะเลือกใช้ไม้ไผ่สีสุกมากกว่า เพราะมีคุณภาพดี เนื่องจากก้านไม้ระนาดเอกที่ทำด้วยไม้ไผ่สีสุกจะแข็งแกร่งทนทานกว่าไม้ไผ่ตง เพราะมีเสี้ยนไม้ถี่กว่า

ลักษณะของไม้ไผ่ที่ดีมี 3 ประการคือ
1. เป็นไม้ไผ่ที่มีลักษณะเป็น "เพชรไม้" หมายถึงลำไม้ไผ่ที่มีปล้องยาวและหนา
2. เป็นไม้ไผ่ซึ่งขึ้นอยู่ในทำเลที่ลำไม้ไผ่โดนแสงแดดจากทางทิศตะวันออกเป็น ประจำเพราะจะทำให้เนื้อไม้แข็งแกร่ง
3. เป็นไม้ที่แก่จัดมีลำต้นตรงและมีเสี้ยนไม้สีดำ


เมื่อได้ไม้ไผ่ที่มีคุณสมบัติครบตามต้องการแล้ว ให้นำมาผ่าและปรับแต่งให้เป็นท่อนๆขนาดพอเหมาะที่จะเหลาทำไม้ระนาด โดยให้มีขนาดยาวประมาณ 35 เซนติเมตร แล้วนำไม้นั้นไปแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน จากนั้นจึงนำไปรมควันโดยเสียบไม้ไว้ตรงบริเวณที่ถูกควันไฟจากเตาเพื่อให้เนื้อไม้แห้งสนิทไม่คืนตัวและป้องกันแมลงรบกวน เมื่อไม้แห้งสนิทแล้วจึงนำมาเหลาโดยการเหลาตัดเสี้ยนไม้ แต่ถ้าจะเหลาทำเป็นก้านไม้นวมจะต้องขยักหัวไม้ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้หัวไม้ที่ติดไว้หลุดออกส่วนก้านไม้แข็งไม่ต้องทำขยักหัวไม้ เมื่อเหลาไม้ได้ขนาดจนพอใจแล้ว ให้ใช้กระดาษทรายละเอียดขัดก้านไม้นั้นให้เรียบแล้วนำใบตองแห้งมาถูก้านไม้ระนาดอีกครั้งหนึ่ง จะทำให้ได้ก้านไม้ระนาดเอกที่เรียบสวยเป็นเงางาม

การทำไม้ระนาดเอกไม้นวม
ไม้นวมเป็นชื่อเรียกไม้ระนาดเอกที่ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ไม้นวมและวงมโหรี เสียงของไม้นวมจะเบาและนุ่มนวลกว่าไม้แข็ง ลักษณะการตีระนาดไม้นวมจะไม่ตีทั้งแขนเพราะจะทำให้เสียงแข็งกระด้าง การตีไม้นวมควรตีแบบ "สรงข้อ" จึงจะทำให้เสียงระนาดเอกดังโปร่งใส

วัสดุที่ใช้ทำไม้ระนาดเอกไม้นวม
วัสดุที่ใช้ในการทำไม้ระนาดเอกไม้นวมมีดังนี้
1. ตะกั่ว
2. ผ้าขาว, ผ้าสี
3. เส้นด้าย
4. แป้งเปียกหรือข้าวสุก
5. ก้านไม้ระนาดเอก

วิธีการทำไม้นวม
1. นำตะกั่วมาติดบนแกนหัวไม้ที่เหลาให้ได้ขนาดและน้ำหนักตามต้องการ
2. ใช้ผ้าเนื้อหยาบพันรอบหัวไม้ประมาณ 4 รอบ ถ้าต้องการให้หัวไม้นวมมีความแข็งควรพันผ้าน้อยกว่า 4 รอบ และให้พันผ้าโดยใช้แป้งเปียกหรือข้าวสุกทาริมผ้าแล้วพันผ้ารอบแกนหัวไม้
3. นำเส้นด้ายมาสักในลักษณะเหมือนตาข่าย 1 รอบ
4. เพิ่มความกว้างของผ้าแล้วพันหนึ่งรอบพร้อมด้วยการสักด้ายในลักษณะเดียวกัน
5. ติดตะกั่วบนด้านในและด้านนอกของหัวไม้ ตัดผ้าเป็นวงกลมปิดบริเวณที่ติด ตะกั่ว (พันผ้าและสักด้ายทั้งหมดประมาณ 6 รอบแล้วเพิ่มหรือลดปริมาณตะกั่วให้ได้น้ำหนักตามต้องการ)
6. เมื่อพันผ้าและสักด้ายครบตามจำนวนแล้วให้ตัดผ้าสีเป็นวงกลมติดด้านบนและ ด้านล่างของหัวไม้และสักด้วยด้ายสีอีกครั้ง
7. ตัดผ้าขาวและพับริมทั้งสองข้างวัดให้ความกว้างของผ้าขาวมีขนาดเท่าปื้นหัวไม้ระนาด (ความกว้างของหัวไม้) ทาด้วยแป้งเปียกหรือข้าวสุกแล้วพันผ้าขาวทับสองรอบ
8. นำมาคลึงกับพื้นที่เรียบ เพื่อให้หัวไม้ที่ทำสำเร็จแล้วเรียบสม่ำเสมอโดยตลอด

วิธีการทำไม้ระราดเอกไม้แข็ง
ไม้แข็งคือไม้ระนาดที่ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง (ปี่พาทย์เสภา) ปี่พาทย์นาง หงส์ และ ปี่พาทย์มอญ เสียงของไม้แข็งจะดังแข็งกร้าว ลักษณะการตีไม้แข็งต้องตีเต็มมือ ตีเสียงให้ดังพอดีและไม่ตีเสียงดังจนเกินไป
สิ่งที่ใช้เป็นวัสดุหลักในการทำไม้แข็งได้แก่ สี แป้งเปียก และ น้ำมันยางมะพลับ วัสดุที่มีคุณภาพดีคือ น้ำมันยางมะพลับ ส่วนสีและแป้งเปียกมีคุณภาพไม่ดีนักแต่ก็ใช้ได้

วัสดุที่ใช้ทำไม้แข็ง
วัสดุที่ใช้ในการทำไม้ระนาดเอกไม้แข็งมีดังนี้
1. หินมีดโกน (บดละเอียด)
2. น้ำมันยางมะพลับ
3. ยางรัก
4. ตะกั่ว
5. ผ้าขาว
6. เส้นด้าย
7. ก้านไม้ระนาด

วิธีการทำไม้แข็ง

นำผ้าขาวมาตัดให้มีความยาวประมาณ 1 คืบ แล้วหมุนกับไม้เพื่อให้ผ้ายืดตัว ต่อจากนั้นนำผ้าไปชุบกับยางมะพลับแล้วนำมาพันกับไม้และสักด้ายให้รอบหัวไม้ เมื่อสักด้ายแล้วนำมาคลึงกับพื้นที่เรียบๆประมาณ 50 - 100 ครั้งแล้วลองใช้ปลายเล็บหยิกหรือกดที่หัวไม้ ถ้าหัวไม้ไม่บุบแสดงว่าไม้มีคุณภาพใช้ได้ ต่อจากนั้นนำไปผึ่งให้แห้ง เมื่อไม้แห้งแล้วใช้ผ้าชุบยางมะพลับพันที่หัวไม้พร้อมด้วยการสักด้าย แล้วนำไม้มาคลึงในลักษณะเหมือนเดิม ควรพันผ้าให้น้ำหนักของหัวไม้ระนาดหนักเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนน้ำหนัก (สิบสลึง, สิบเอ็ดสลึงและสามบาท) แล้วนำหัวไม้ระนาดแหย่ลงไปหมุนในภาชนะซึ่งมีตะกั่วละเอียดอยู่ภายใน โดยหมุนหัวไม้ให้ถูกตะกั่วจนเป็นปื้นเสร็จแล้วนำไปผึ่งให้แห้ง วิธีการทำไม้แข็งจะพันผ้าพร้อมด้วยการสักด้ายรวมทั้งหมด 5 ครั้ง หลังจากการพันผ้าครั้งสุดท้ายแล้วใช้หินบดถ่วง (หินบดอยู่ในภาชนะหมุนหัวไม้ให้ถูกหินบดจนเป็นปื้น) ตัดผ้าขาวให้เป็นรูปวงกลมปิดด้านบนและด้านล่างของหัวไม้ระนาดเอก ทาตะกั่วบนผ้าพร้อมการสักด้ายครั้งสุดท้ายให้ถี่ที่สุดแล้วนำหินบดผสมกับ "รัก" ทาบนด้ายที่สัก โดยทั่วไปกว่าจะจบขั้นตอนการทำไม้ระนาดเอกไม้แข็งจะใช้เวลาทำนานประมาณ 3 เดือน