5.3 การฝึกระนาดเอกขั้นพื้นฐาน
การตีฉาก
มีวิธีตีระนาดเอกขั้นพื้นฐานที่สำคัญวิธีหนึ่งเรียกว่า
"การตีเก็บ"
เป็นวิธีตีซึ่งใช้อยู่เสมอในการบรรเลงระนาดเอก การตีเก็บคือการตีไม้ระนาดในมือทั้งสองข้างลงไปกระทบลูกระนาด
2 ลูกพร้อมกัน โดยตีลงบนลูกระนาดซึ่งมีเสียงตัวโน้ตเดียวกันแต่อยู่ห่างกันคน
ละระดับเสียงเช่นเสียง ซอล (ต่ำ) กับเสียง ซอล (สูง) และเนื่องจากตำแหน่งของคู่เสียงดังกล่าวอยู่ห่างกันแปดลูกจึงเรียกวิธีตีแบบนี้ว่า
"ตีคู่แปด"

การที่จะตีเก็บคู่แปดให้ได้เสียงระนาดเอกที่ไพเราะน่าฟังนั้นมีพื้นฐานสำคัญมาจากการฝึกตีระนาดที่เรียกกันว่า
"ตีฉาก"
คือการกำหนดรู้การใช้กำลังกล้ามเนื้อแขนเพื่อให้ได้เสียงระนาดที่ดังเท่ากันทั้งสองมือ
ผู้ที่เรียนระนาดเอกทุกคนจะต้องฝึกการตีฉากเพื่อปรับน้ำหนักมือทั้งสองข้างให้เสมอกันเสียงระนาดเอกจึงจะคมชัดเจน
ลักษณะการตีฉากคือ มือทั้งสองข้างจับไม้ระนาดเอกในลักษณะการจับแบบปากกา
ระยะห่างจากหัวไม้ประมาณ 8 นิ้ว โดยใช้นิ้วกลาง, นิ้วนาง และ นิ้วก้อย จับก้านไม้ระนาดให้แน่น
แขนและไม้ตีอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน วางหัวไม้ระนาดเอกไว้ตรงกลางของลูกระนาด
จากนั้นยกไม้ตีระนาดขึ้นช้าๆให้สูงจากผืนระนาดประมาณ 1 ฟุต แล้วตีหรือทุบลงบนลูกระนาดอย่างรวดเร็ว
โดยการเกร็งกล้ามเนื้อแขนและข้อมือให้ไม้ตีและท่อนแขนอยู่ในแนวเดียวกัน หัวไม้ตีจะต้องสัมผัสลูกระนาดเต็มหน้าไม้และตั้งฉากกับผิวหน้าของลูกระนาด
การตีฉากแต่ละครั้ง น้ำหนักของทั้งสองมือที่ตีลงไปต้องเท่ากัน เพื่อให้เสียงที่เกิดจากการตีมีคุณภาพ
เสียงต้องโปร่งใส เวลาตีต้องใช้กำลังประคองไม้ระนาดในการยกขึ้นให้สูงเท่ากัน
และใช้น้ำหนักมือในการตีโดยให้หัวไม้ระนาดทั้งสองสัมผัสกับผิวลูกระนาดพร้อมกัน
และรีบยกหัวไม้ระนาดขึ้นระดับสูงสุดทันทีโดยใช้ข้อศอกเป็นจุดหมุน ซึ่งจะทำให้ข้อมือและแขนไม่มีการขยับหรืองอและยังคงเป็นแนวเส้นตรงเดียวกัน
การตีสงมือหรือการตีสิม
คือการตีเก็บสองมือพร้อมกันโดยยกไม้ระนาดให้มีความสูง
1 ใน 4 ของการตีฉาก ให้เสียงลงเท่ากัน แล้วรีบยกมือขึ้นโดยเร็ว และต้องรู้จักการประคองน้ำหนักให้เหมาะสมการตีลักษณะนี้เหมาะกับการตีระนาดเอกมโหรี
ซึ่งเป็นการประดิษฐ์เสียงระนาดให้มีความคมชัดไพเราะ ผู้ที่จะทำเสียงนี้ได้ต้องผ่านการฝึกการตีฉากมาแล้ว
การตีครึ่งข้อครึ่งแขน
คือการตีโดยใช้กล้ามเนื้อแขนสลับกับกล้ามเนื้อข้อมือโดยการผ่อนแขนและข้อมือให้มีการเกร็งน้อยลง
(เกร็งไหล่ ผ่อนแขน) ทำให้เกิดเสียงที่นุ่มนวล และยังเป็นพื้นฐานในการประดิษฐ์เสียงระนาดเอกแบบต่างๆอีกมากมาย
การตีสับ
คือการตีระนาดโดยการสลับมือตามแบบวิธีตีฆ้อง
การตีกรอ
การตีกรอเป็นวิธีตีระนาดเพื่อให้ได้พยางค์เสียงยาว
ตามปกติเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีเช่น ระนาดเอกนั้น มีพยางค์เสียงสั้นเพราะเสียงที่ตีเกิดจากการกระทบกันของไม้ระนาดและลูกระนาดเป็นครั้งๆไป
เมื่อจะบรรเลงเพลงที่ต้องการพยางค์เสียงยาวจึงต้องใช้ วิธีตีกรอคือการตีลูกระนาด
2 ลูกสลับมือกันเร็วๆ ด้วยน้ำหนักมือทั้งสองข้างที่เท่ากันโดยให้มือซ้าย (เสียงต่ำ)
ลงก่อนมือขวา แต่ทั้งสองมือไม่ได้ตีอยู่ที่เดียวกัน มักจะตีเป็นคู่ 2, 3, 4,
5, 6, หรือ 8 เป็นต้น
วีธีฝึกควรเริ่มต้นจากการ
กรอหยาบ ก่อน คือการตีมือซ้ายสลับมือขวาช้าๆ (ลงมือ ซ้ายก่อน) แล้วค่อยๆเร่งความเร็วชึ้นจนสุดกำลังโดยรักษาความชัดเจนและน้ำหนักมือให้เท่ากัน
ส่วนในการบรรเลงจริงจะใช้การกรอที่ละเอียดที่สุดทันทีไม่ต้องเริ่มจากการกรอหยาบก่อน
การตีเก็บ
คือการตีระนาดที่เพิ่มเสียงสอดแทรกให้มีทำนองถี่ขึ้นมากกว่าเนื้อเพลงธรรมดา
ซึ่งถ้าเขียนเป็นโน้ตสากลตัวเขบ็ต 2 ชั้นในจังหวะ 2/4 ก็จะเป็นจังหวะละ 4
ตัว ห้องละ 8 ตัว
การบรรเลงทางเก็บในเพลงที่เป็น
ทางเดี่ยว จะมีความพลิกแพลงโลดโผนกว่าการตีเก็บแบบธรรมดาแต่ก็เรียกว่า
"ทางเก็บ" เช่นเดียวกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ทางพัน"
การตีทดมือ,ทดเสียง
คือการบรรเลงแบบเสี้ยวมือ
เมื่อต้องการให้ได้เสียงสูงขึ้น
การตีเสี้ยวมือ![]()
คือการตีระนาดโดยใช้มือหนึ่งตียืนอยู่กับที่
ในขณะที่อีกมือหนึ่งตีดำเนินทำนองไปตามลูกระนาดอื่นๆ ทำให้เกิดเสียงประสานที่ไพเราะน่าฟัง
การตีสะเดาะ
คือการตีสะบัดยืนเสียงคู่แปด
3 พยางค์ห่างเท่าๆกันด้วยความเร็ว โดยยืนเพียงเสียงเดียว มีพื้นฐานมาจากการตีฉากแล้วเพิ่มความถี่ให้ละเอียดขึ้น
ในการบรรเลงจริงใช้การตีในความถี่สูงสุดเท่าที่จะทำได้
การตีสะบัด
คือการตีคู่แปด 3 พยางค์ห่างเท่ากันด้วยความเร็ว
โดยให้เสียงเคลื่อนที่เป็นคู่เสียงต่างๆ เช่น สะบัด 2 ลูกระนาด สะบัด 3 ลูกระนาด
สะบัดข้ามลูกระนาด มีวิธีการฝึกคล้ายการตีสะเดาะ การสะบัดสามารถแบ่งออกเป็นลักษณะต่างๆดังนี้
1.
สะบัดที่ลูกระนาดลูกเดียวให้เป็น
3 พยางค์ บางครั้งเรียกว่าการ สะเดาะ
2.
สะบัดที่ลูกระนาดสองลูกให้เป็น
3 พยางค์ (ลูกใดลูกหนึ่งจะตี 2 พยางค์)
3.
สะบัดที่ลูกระนาดสามลูกๆละพยางค์
การสะบัดยังสามารถแบ่งได้ตามลักษณะของเสียงที่เกิดขึ้นได้แก่
1. สะบัดร่อนผิวน้ำ
สะบัดโดยดึงมือขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้กล้ามเนื้อครึ่งข้อครึ่งแขน
2. สะบัดร่อนน้ำลึก
เสียงจะลึกและแน่นกว่า การสะบัดร่อนผิวน้ำ
3. สะบัดร่อนริดไม้
สะบัดโดยดึงข้อมือขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการใช้กล้ามเนื้อทั้งแขน เสียงจะเบาร่อน
4. สะบัดตัดคอ
สะบัดโดยการใช้การตีแบบเสียงโตน้ำลึก โอกาสใช้น้อย มักจะใช้ตอนขึ้นเพลงเพื่อเป็นการตัดไม้ข่มนาม
แสดงพลังอำนาจ
การตีกระพือ
คือการตีเน้นคู่แปดให้เสียงดังเจิดจ้ากว่าปกติอย่างเป็นระเบียบ
หรือเป็นการเร่งจังหวะขึ้น
การตีกลอน
คือการบรรเลงทำนองในลักษณะต่างๆอย่างมีความสัมพันธ์และสัมผัสกันโดยแปลจากทำนองฆ้องซึ่งเป็นทำนองหลักของเพลง
ลักษณะและข้อสังเกตของกลอนระนาดเอก
1. กลอนระนาดต้องมีความสัมพันธ์กัน
ระหว่างวรรคแรกและวรรคหลัง จะต้องเป็นกลอนลักษณะเดียวกัน (1 วรรค มีความยาวเท่ากับ
4 ห้องโน้ตไทย)
2. ในแต่ละกลอนสามารถแปรผันได้หลายรูปแบบ
บางเพลงที่ทางฆ้องเอื้ออำนวย ก็จะสามารถแปลทางระนาดในลักษณะเดียวกันได้ตลอดทั้งเพลง
เช่น การใช้กลอนไต่ลวด
3. ในบางกรณีที่ทางฆ้องไม่เอื้ออำนวย
วรรคแรกและวรรคหลังอาจใช้กลอนที่ไม่เหมือนกันก็ได้
4. ควรศึกษาว่ากลอนประเภทใดเหมาะกับเพลงประเภทใด
รวมถึงแนวความช้า เร็ว ในการบรรเลง
วิธีดำเนินกลอนเพลงของระนาดเอกมีชื่อเรียกแบ่งออกได้ดังนี้
1.
กลอนสับ
2. กลอนไต่ลวด
3. กลอนไต่ไม้
4. กลอนลอดตาข่าย
5. กลอนเดินตะเข็บ, ม้วนตะเข็บ,
ย้อนตะเข็บ
6. กลอนซ่อนตะเข็บ
7. กลอนร้อยลูกโซ่
8. กลอนพัน
นอกจากนั้นยังสามารถแบ่งเป็นกลอนภาษาตามสำเนียงต่างๆได้ดังนี้
1.
ทางฆ้อง![]()
2..
ไทย![]()
3. จีน![]()
4. เขมร![]()
5. มอญ
6. พม่า
7. ลาว![]()
8. แขก![]()
9. ญี่ปุ่น
10. ฝรั่ง
การตีรัว
คือการตีสลับมืออยู่ที่ลูกระนาดลูกเดียวกันโดยใช้มือซ้ายลงก่อนมือขวาให้มี
ความละเอียดซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บรรเลง มีรูปแบบต่างๆ
เช่น
1.
รัวลูกเดียว
2.
รัวเป็นคู่ต่างๆ
3.
รัวขึ้น-รัวลง
4.
รัวคาบลูกคาบดอก คือการตีรัวเป็นทำนองเป็นวรรคตอนหรือประโยค ต่อด้วยการตีเก็บทำนองเป็นวรรคตอน
ประโยค ตามทำนองเพลง มิใช่ตีเป็นทำนองเพลงที่ซ้ำกันกับการตีรัว ทั้งนี้ยกเว้นกรณีที่เป็นทำนองซ้ำกัน
5.
รัวเป็นทำนอง (รัวพื้น) คือการดำเนินทำนองด้วยวิธีการรัวโดยตลอดทั้งท่อน
6.
รัวกรอด คือการตีรัวโดยการบังคับเสียงช่วงท้ายให้สั้นลงโดยวิธีการกดหัวไม้ตี
7.
รัวกรุบ คือการตีรัวโดยการกดหัวไม้ บังคับให้เสียงสั้นลงอย่างฉับพลันในช่วงเริ่มต้น
8.
รัวดุ คือการตีรัวเน้นกล้ามเนื้อแขนและหัวไหล่พร้อมทั้งเกร็งข้อมือ
ใช้นิ้วชี้กดหัวไม้เพื่อให้เสียงมีน้ำหนัก ดังหนักแน่น
9.
รัวเสียงโต คือการตีรัวด้วยการบังคับกล้ามเนื้อเหมือนการรัวดุ แต่บังคับให้เสียงโปร่งกว่าโดยไม่กดหัวไม้
ไม่กดนิ้วชี้ เรียกอีกชื่อว่ารัวเปิดหัวไม้
10.
รัวฉีกอก คือการตีรัวแล้วแยกมือจากกันไปหาเสียงต่างๆที่ต้องการ
11.
รัวก้าวก่าย คือการตีรัวดำเนินทำนองด้วยวิธีพิเศษในลักษณะการตีสลับมือเป็นเสียงเป็นทำนองต่างๆ
12.
รัวไขว้มือ คือมือซ้ายตีอยู่เสียงหนึ่ง มือขวาจะไขว้ข้ามมือซ้ายตีรัวเป็นคู่เสียงต่างๆ
ตีไขว้เป็นคู่เสียงอยู่กับที่ หรือตีไขว้เป็นคู่เสียงเลื่อนขึ้นหรือเลื่อนลงตามทำนองเพลง
13.
รัวกระพือ คือการตีรัวแล้วเร่งเสียงให้ดังขึ้นกว่าปกติ
14.
รัวปริบ คือการตีรัว แต่กดไม้ให้การสั่นสะเทือนมีน้อยที่สุดและห้ามเสียงโดยกดหัวไม้ที่เสียงสุดท้าย
การตีขยี้
คือการตีเสียงให้ถี่กว่าการตีเก็บอย่างน้อยสองเท่าโดยการเพิ่มพยางค์ในประโยคเพลงให้มากขึ้นกว่าการบรรเลงปกติ
ทำได้สองวิธี คือ
1.
เพิ่มโดยเติมพยางค์ให้มากขึ้นก่อนจะถึงลูกตกท้ายประโยค
2.
เพิ่มโดยการบรรเลงประโยคนั้นให้เร็วขึ้นเป็นหลายครั้งภายในเวลาที่เท่ากับการบรรเลงเดิม
การขยี้วิธีหลังนี้ ผู้มีความสามารถสูงอาจทำได้ถึง 6 ครั้งในหนึ่งช่วงเวลาบรรเลงปกติ
เรียกว่า "ขยี้ 6 ชั้น"

การตีตวาด
คือการตีเน้นเสียงมือขวาให้หนักในเสียงพยางค์แรก
การตีกวาด
คือการใช้ไม้ระนาดกวาดระไปโดยเร็วหรือช้าบนผืนระนาดในลักษณะต่างๆ
การตีไขว้
เป็นวิธีการบรรเลงที่อวดฝีมือใช้ในเพลงเดี่ยว
โดยจะใช้มือขวาข้ามมือซ้ายไปตีเสียงต่ำ หรือมือซ้ายข้ามมือขวามาตีเสียงสูงก็ได้
การไขว้มีหลายลักษณะแล้วแต่จะคิดประดิษฐ์ขึ้นและมีชื่อเรียกต่างๆกันไป
การตีเก็บคู่ 16 ![]()
![]()
คือการตีโดยมือซ้ายและมือขวาแยกห่างในเสียงเดียวกันโดยแยกเป็น
2 ช่วงคู่แปด มักใช้ในการบรรเลงทางเดี่ยว
การตีเน้น
คือการตีเสียงดังขึ้นกว่าปกติตามที่ผู้บรรเลงต้องการ
การตีถ่างมือ (ตีเก็บผสมแยก)
คือวิธีตีเก็บคู่แปด
ผสมแยกคู่เสียง
การตีปริบ, กริบ
ตีเช่นเดียวกับการตีกรอ
แต่กดไม้ให้การสั่นสะเทือนมีน้อยที่สุดและห้ามเสียงโดยกดหัวไม้ที่เสียงสุดท้าย
การตีเสียงกลม
คือลักษณะของเสียงที่นุ่มนวล
กลมกล่อม ไพเราะน่าฟัง เป็นเสียงที่มีคุณค่าและปฏิบัติได้ยากมาก กล่าวคือผู้ปฏิบัติต้องใช้ความปราณีตบรรจงเป็นพิเศษในการที่จะสร้างเสียงให้มีความพอดี
ฟังนุ่มนวลละมุนละไม ไม่ก่อให้เกิดความรำคาญ โดยวิธี "ตีสงมือ" จับไม้แบบปากนกแก้ว
ตีฉากลงตรงกลางลูกระนาด แล้วรีบยกขึ้นอย่างทะนุถนอม เหมาะที่จะใช้บรรเลงเพลงที่มีท่วงทำนองอ่อนหวาน
การตีเสียงกรู ![]()
คือเสียงที่เกิดจากการรัวเสียงเดียว
การตีเสียง "ครู" ![]()
คือเสียงที่เกิดจากการตีกรอคู่
2
การตีเสียงโรย
การตีโดยผ่อนจังหวะให้ช้าลงพร้อมทั้งลดน้ำหนักของเสียงที่บรรเลงเพื่อให้ได้เสียงดนตรีที่อ่อนหวานนุ่มนวล
การตีเสียงกรอด หรือเสียงมอดกัดไม้
คือการกรอโดยกดหัวไม้
ใช้ในกรณีที่ต้องการแสดงอำนาจ
การตีเสียงกริก
เป็นการกรอที่มีลักษณะของเสียงสั้นกว่าเสียงกรอด
นิยมใช้ในโอกาสที่ต้องการเน้นเสียงสุดท้ายในแต่ละประโยคของเพลงหรือทำนองเพลง
เป็นการสอดแทรกในท่วง ทำนองระยะสั้นๆ โดยการตีเปิดหัวไม้
การตีเสียงแก้ว
คือลักษณะของเสียงที่นุ่มนวล
กังวาน และสดใสดุจแก้ว โดยเฉพาะในการตีระนาดเอกมโหรีจะต้องจับไม้ตีให้หัวแม่มือเน้นที่ปลายก้านไม้ตีให้แน่นและตีทั้งแขนหรือทั้งตัวแล้วรีบยกขึ้นโดยเร็ว
เสียงจึงจะแข็งเป็นกังวานออกมาเป็นเสียงแก้ว
การตีเสียงโต แบ่งเป็น
1.
การตีเสียงโตผิวน้ำ ใช้กล้ามเนื้อครึ่งข้อครึ่งแขนตีโดยการเปิดหัวไม้
2.
การตีเสียงโตน้ำลึก ใช้กล้ามเนื้อทั้งตัว เกร็งข้อ แขน ตีโดยการเปิดหัวไม้ทำให้เกิดเสียงที่ลึกมีอำนาจ
การตีเสียงกรุบ
คือการกรอและหยุดบรรเลงในลักษณะฉับพลันให้มีเสียงสั้นกว่ากริกและกรอด
มักใช้ในประโยคสุดท้ายของเพลง ตีโดยการเปิดหัวไม้
การตีเสียงร่อนใบไม้ไหว (การกรอใบไม้ไหว)
คือการกรอให้เสียงไหลเลื่อนไปตามทำนองเพลง
โดยเสียงไม่สะดุด เรียกอีกอย่างว่า กลอกกลิ้ง เหมาะสำหรับทำนองเพลงที่อ่อนหวาน
การตีเสียงโปร่ง
คือการตีฉาก
แล้วรีบยกไม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว
การตีเสียงเกลือก
คือลักษณะของเสียงที่ผู้บรรเลงไม่สามารถบังคับมือให้รักษาแนวการบรรเลงที่ดีได้
ทำให้เสียงที่บรรเลงไม่สม่ำเสมอ