วิธีการบรรเลงระนาดเอก
วิธีตีระนาดเอกนั้นมีมากมายหลายวิธีขึ้นอยู่กับ รสนิยม ฝีมือ และ จินตนาการ ของนักระนาดแต่ละคน ในหัวข้อนี้จะขอนำเสนอเฉพาะวิธีการบรรเลงระนาดเอกซึ่งเป็นมาตรฐานที่นิยมใช้บรรเลงกันโดยทั่วไป รวมทั้งวิธีการฝึกระนาดตามแบบโบราณด้วย

5.1 การฝึกระนาดเอกแบบโบราณ
ข้อมูลต่อไปนี้เป็นการนำเสนอบทความที่เขียนโดย ครูพินิจ ฉายสุวรรณ ซึ่งเป็น นักระนาดเอกที่มีความรู้ความสามารถมากท่านหนึ่ง ครูพินิจ ฉายสุวรรณ ได้เขียนบทความนี้ไว้ในหนังสือ "เพลงดนตรี" ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 เดือนมีนาคม พ.ศ.2539 มีเนื้อหาสาระดังนี้
…ระนาดเอก เป็นเครื่องดนตรีที่รวมอยู่ในวงปี่พาทย์มีหน้าที่เป็นผู้นำวง มีความสำคัญรับผิดชอบในการเป็นผู้นำในการขึ้นบทเพลงควบคุมการบรรเลงเพลงประเภทต่างๆที่มีการขับร้องและไม่มีการขับร้อง ตลอดจนการบรรเลงประกอบการแสดงโขนละคอนและการแสดงต่างๆ ที่เกี่ยวกับศิลปะการร่ายรำของไทย

ด้วยเหตุที่ระนาดเอกมีบทบาทความสำคัญดังกล่าว ผู้ที่ฝึกหัดตีระนาดเอกจะต้องศึกษาหาความรู้ความเข้าใจพอสมควรจากครูอาจารย์ การฝึกระนาดเอกนั้น แต่ละอาจารย์อาจจะมีวิธีฝึกหัดไม่เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน แต่เป้าหมายที่สำคัญนั้นทุกคนก็ต่างต้องการให้ลูกศิษย์ที่หัดนั้นเป็นผู้ที่มีฝีมือชื่อเสียงด้วยกันทั้งนั้น
โดยเฉพาะการฝึกหัดระนาดเอกที่ได้นำมาลงในหนังสือเพลงดนตรีนี้ ผู้เขียนได้จดจำขั้นตอนในการฝึกหัดระนาดที่ได้เรียนมาด้วยตัวเองจากครูระนาดหลายท่าน แนวการฝึกหัดระนาดที่ตรงกันก็มีเช่น ครูหลา ทรัพย์มุกข์ บ้านท่านอยู่ตำบลพิดเพียน อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครูยอด พูลสมบัติ บ้านท่านอยู่ตำบลบ้านใหม่วัวนม อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ครูทวน, ครูเจ๊ก อ่อนละมุล บ้านท่านอยู่ตำบลบ้าน แห อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ครูทั้งสี่ท่านที่ได้กล่าวนามมานี้ปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปหมดแล้ว
หลักการฝึกหัดระนาดเอกขั้นตอนที่ ๑ ของบรรดาครูทั้งสี่ท่านนั้นจะต้องเริ่มเรียนให้เป็นไปตามขั้นตอนพื้นฐานการเรียนปี่พาทย์ (ฝึกหัดปี่พาทย์) ที่ครูโบราณได้กำหนดเอาไว้โดยเริ่มต้นฝึกหัดจาก ฆ้องวงใหญ่ "เพลงสาธุการ" ซึ่งเป็นเพลงอันดับแรกในชุดโหมโรงเย็น ครูบางท่านเรียกเพลงชุดนี้ว่า "สวดมนต์เย็นฉันเช้า" และบางท่านเรียกแบบภาษาชาวบ้านว่า "ชุดเพลงหากิน" การที่ตั้งขื่อว่าชุดหากินนั้นก็เพราะว่า การฝึกหัดปี่พาทย์ในสมัยนั้นผู้ที่ฝึกหัดต้องการยึดเป็นอาชีพมิได้ฝึกหัดหรือเรียนเอาไว้ประดับความรู้ เพลงชุดสวดมนต์เย็นฉันเช้านี้มีชุดเพลงรวมอยู่ด้วยกันทั้งหมดดังนี้
๑. ชุดเพลงโหมโรงเย็น
๒. ชุดเพลงโหมโรงเช้า
๓. ชุดเพลงช้าเพลงเร็ว
๔. ชุดเพลงเรื่องลงสรง
๕. ชุดเพลงฉิ่งพระฉัน
๖. ชุดเพลงวา
๗. ชุดเพลงนางหงส์
เพลงชุดดังกล่าวนี้เปรียบเหมือนกับเพลงแม่บทที่มีความสำคัญยิ่งในการฝึกหัดปี่พาทย์ และจะเป็นแนวทางแก่ผู้ฝึกหัดให้มุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จในการตีระนาดเอกต่อไป
อีกประการหนึ่งในการเรียนปี่พาทย์นั้น ผู้เรียนที่จะขอเรียนแต่เฉพาะระนาดเอกโดยตรงไม่เริ่มเรียนจากฆ้องวงใหญ่นั้น ครูโบราณจะไม่สอนให้เด็ดขาดเพราะเหตุว่ามันผิดขั้นตอนของการเรียนปี่พาทย์ แต่การเรียนปี่พาทย์ในปัจจุบันนี้ครูผู้สอนตามใจผู้เรียนหรือเอาใจผู้เรียนเสียเป็นส่วนมาก เพราะครูผู้สอนนั้นถือเป็นธุรกิจการค้าโดยไม่คำนึงถึงผลได้ผลเสียที่พึงจะเกิดขึ้นกับผู้เรียนตลอดจนศิลปะของชาติ
เมื่อผู้เรียนได้เรียนจบหลักสูตรเพลงชุด "สวดมนต์เย็นฉันเช้า" สามารถออกบรรเลงงานได้โดยบรรเลงเพลงได้แม่นยำไม่ผิดพลาด และตีฆ้องวงใหญ่ออกงานมาเป็นเวลานานพอสมควรจนครูแน่ใจว่าเป็นผู้ที่มีความทรงจำดีสามารถเป็นหลักให้แก่วงได้ ครูจึงจะเลื่อนให้มาฝึกหัดตี ฆ้องวงเล็ก
ฆ้องวงเล็กมีแนวทางตีได้ 2 อย่างคือ หนึ่งตีแบบฆ้องวงใหญ่ สองตีทางฆ้องวงเล็ก การตีแบบฆ้องวงใหญ่คงไม่มีปัญหาสำหรับผู้ฝึกหัดเพราะเหตุว่ามีรูปลักษณะคล้ายกัน ผิดกันแต่เพียงว่าฆ้องวงเล็กนั้นลูกฆ้องมีขนาดเล็กกว่าและมีจำนวนมากกว่าฆ้องวงใหญ่ 2 ลูก
การที่ครูให้เลื่อนจากการตีฆ้องวงใหญ่มาฝึกตีฆ้องวงเล็กนั้นก็เพราะในทางปฏิบัติของฆ้องเล็กต้องปฏิบัติโดยการ "ตีสับ ตีซอย ตีเก็บ" เป็นหลัก โดยฝึกให้ตีเคาะ (พอดี) ทำนองเพลงทุกเพลงจะต้องมีการตี คู่สี่ คู่แปด บ้างก็จะเป็นเพลงทำนองบังคับทั้งนั้นประการสำคัญก็เพื่อให้ศิษย์นั้นได้ศึกษาเรียนรู้ในการใช้ทาง (กลอนดนตรี) โดยให้ฟังจากระนาดเอกเป็นแนวทาง เพราะกลอนระนาดเอกกับกลอนฆ้องเล็กนั้นคล้ายคลึงกัน ผิดกันตรงระนาดเอกตีพร้อมกันทั้งสองมือเป็นพื้นฐานหลักเท่านั้น ประโยชน์ที่ผู้เรียนพึงจะได้รับจากการที่ได้ฝึกหัดทั้งฆ้องวงใหญ่และฆ้องวงเล็กนั้นทำให้ผู้เรียนได้มีพื้นฐานในทางดนตรีเพิ่มพูนมากขึ้น
ต่อมาเมื่อครูพิจารณาเห็นได้ชัดว่า ได้ฝึกหัดตีฆ้องวงเล็กจนมีความเข้าใจในการใช้มือได้ถูกต้อง และดำเนินกลอนดนตรีได้ดีพอสมควรแล้ว ครูจะเปลี่ยนให้ตี ระนาดเอกเหล็ก เหตุที่ครูให้ไปตีระนาดเอกเหล็กนั้นก็เพื่อให้ผู้ฝึกหัดได้เรียนรู้แนวทางเทคนิค และวิธีบรรเลงบทเพลงประเภทต่างๆของระนาดเอกเพราะว่า ระนาดเอกเหล็กกับระนาดเอกไม้นั้นมีลักษณะแนวทางในการบรรเลงเหมือนกัน แต่ความสำคัญในหน้าที่นั้นผิดกันกล่าวคือ ระนาดเอกมีหน้าที่รับผิดชอบในการนำขึ้นบทเพลง ควบคุมการบรรเลงให้อยู่ในความเรียบร้อยไม่ผิดพลาด เพลงทุกๆเพลงที่บรรเลง และเมื่อเครื่องดนตรีชิ้นใดเกิดผิดพลาดทำให้ผู้อื่นไขว้เขวในบางวรรคบางตอนของเพลง ผู้บรรเลงระนาดเอกต้องสามารถจะตีนำหรือที่ภาษาดนตรีเรียกว่า "ตีดึง ตีชัก" ให้กลับมาถูกต้องได้ ดังนั้นการที่ครูให้ฝึกตีระนาดเอกเหล็กต่อจากฆ้องวงเล็กนั้นก็เพราะต้องการให้ศึกษาเรียนรู้ถึงเทคนิควิธีการต่างๆของระนาดเอกนั่นเอง

เริ่มฝึกหัดตีระนาดเอก
การศึกษาแนวทางในการตีระนาดเอกนั้นผู้ที่ตีระนาดให้ผู้เรียนได้ศึกษาเป็นคนแรกก็ไม่ใช่ใครอื่นคือครูของเรานั่นเอง นอกจากแสดงวิธีการบรรเลงให้ดูแล้วครูยังแนะนำให้หมั่นไปฟังการบรรเลงระนาดเอกของวงปี่พาทย์อื่นๆด้วย
การเรียนระนาดเอกในระยะเบื้องต้นนี้ครูจะให้ศิษย์ได้ศึกษาเพลงชุด"โหมโรงเย็น" โดยเริ่มตั้งแต่เพลงอันดับ ๑ คือเพลง "สาธุการ" เป็นต้นไป ให้จดจำวิธีการขึ้นลงของบทเพลงในชุดโหมโรง ตลอดจนการใช้กลอนระนาดเอกที่ครูตีให้ดู โดยแปลจากทำนองฆ้องโดยศิษย์ตีระนาดเอกเหล็กตีควบคู่ไปกับครูด้วย ส่วนกลอนระนาดเอกแต่ละวรรคแต่ละประโยคเพลงนั้น ศิษย์ต้องจดจำจากครูไปทีละเล็กทีละน้อย เมื่อจำได้มากขึ้นก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจในการใช้กลอนระนาดเอกมากขึ้น
การจดจำกลอนดนตรีหรือทางเพลงจากครูนั้น ผู้เรียนคงไม่สามารถจดจำได้จนหมดเท่าที่ครูตี เพราะเหตุที่ครูตีแต่ละครั้งบางวรรคบางประโยคของทำนองเพลง ครูจะเปลี่ยนวิธีบรรเลงไปด้วยในแต่ละครั้งโดยจะไม่ให้ซ้ำกัน เพื่อเป็นการสอนศิษย์ไปในตัวให้เกิดความเข้าใจทำนองเพลงแต่ละวรรคแต่ละประโยคนั้นๆ สามารถนำ กลอน (ทาง) ของเพลงอื่นมาใช้แทนกันได้ ศิษย์จะสามารถจดจำไว้ได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความขยันหมั่นเพียรและสติปัญญาของศิษย์ อีกประการหนึ่งหลังจากที่ครูได้สอนนำในทาง ตีเก็บ ตีกลอน แล้ว บางวรรคบางตอนของทำนองเพลงครูอาจจะตี สะบัด ขยี้ ให้ศิษย์ได้ศึกษาและจดจำอีกด้วย เช่นทำนองเพลงดำเนินไปในลักษณะเรียบครูก็อาจจะ ตีขยี้ (ยืดไปอีกเท่าตัว) หรือเร็วไปอีกเท่าตัว หรือครูอาจจะตีขยี้บ้างสะบัดบ้างควบคู่กันไปให้ศิษย์ได้ศึกษา
นอกจากครูจะสอนในเรื่องของการตีกลอน (ทาง) แล้ว ครูยังสอนให้ศิษย์มีปฎิภาณไหวพริบในการบรรเลงด้วย จะเป็นการสอนโดยการตีให้ดูหรือด้วยการอธิบายให้ศิษย์ฟังก็ตาม หากสามารถจดจำตามที่ครูสอนได้หมดก็นับว่าศิษย์คนนั้นมีพรสวรรค์สูงอยู่ในตัว หากศิษย์คนใดไม่สามารถจดจำได้หรือจดจำได้บ้างเล็กน้อยก็เท่ากับมีพรสวรรค์น้อยหรือขาดพรสวรรค์ พูดง่ายๆ ก็คือ ปัญญาดี ปัญญาไม่ดี หรือ ความจำดี ความจำไม่ดี
เรื่องของ สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ นั้น ถึงแม้ศิษย์ทุกคนจะเริ่มเรียนพร้อมกันและเรียนจากครูคนเดียวกัน ได้รับการถ่ายทอด (ต่อ) ทำนองเพลงเท่าๆกันก็ตาม แต่สติปัญญาความรอบรู้ความสามารถแต่ละคนอาจจะไม่เท่าเทียมกันมีความลดหลั่นกันไปตามภูมิปัญญาของศิษย์แต่ละคน
เมื่อได้ฝึกหัดตีระนาดเอกเหล็กโดยศึกษาเป็นผู้นำขึ้นลงของบทเพลงเป็นเวลานานพอสมควร (ประมาณ ๒-๓ปี) ประกอบกับครูพิจารณาเห็นว่าพอจะมีสติปัญญาไหวพริบ ความฉลาดมีความเข้าใจในขั้นตอนต่างๆของงานที่จะต้องไปบรรเลงและเรียนรู้เพลงในชุด "สวดมนต์เย็นฉันเช้า" เป็นอย่างดีแล้ว ครูจึงเลื่อนให้ขึ้นไปตีระนาดเอกรับผิดชอบในการควบคุมการบรรเลงของวงต่อไป
สรุปทบทวนการฝึกหัดที่จะเป็นคนระนาดเอกดังได้กล่าวมาแล้วโดยรวม ๔ ขั้นตอนได้แก่
๑. ฝึกหัดตีฆ้องวงใหญ่
๒. ฝึกหัดตีฆ้องวงเล็ก
๓. ฝึกหัดตีระนาดเอกเหล็ก
๔. ฝึกหัดตีระนาดเอกไม้