วงดนตรีที่เรียกว่า
"มโหรี" นั้น เป็นวงดนตรีที่มีรูปแบบและความเป็นมาที่น่า สนใจดังเกร็ดความรู้ว่าด้วยเรื่องมโหรีซึ่ง
เขียนโดย อาจารย์ณรงค์ เขียนทองกุล
ดังนี้
"มโหรี"
สงสัยว่าเป็นศัพท์คำเดียวกับคำว่า "มโหระทึก"
มหรสพ มโหรีท่วงที เป็นอิตถีลึงค์น่าจะเป็นผู้หญิงเล่นแต่ก็มีมโหรีภูษามาลาซึ่งก็มีผู้ชายเล่น
หรือเป็นกรณี พิเศษไม่ใช่ปกติก็ไม่ทราบแน่
คำว่า "มโหรี" อาจเป็นคำพื้นเมืองหรือเป็นศัพท์ที่ผสมกันในภาษาพื้นเมืองของ
อินเดีย เช่นคำว่า "โหลิกา" ภาษาสันสกฤตแปลว่าพิธีสีสวันหรือพิธีสาดฝุ่นสีแดง
บางที เรียกว่า "โหรี" หรือ "โหลี"
มีงานนักขัตฤกษ์ประจำปีของชาวอินเดียอยู่อย่างหนึ่ง
เป็นงานรื่นเริงสนุกสนาน ภายหลังการเก็บเกี่ยวพืชผลทางเกษตร งานจะเริ่มตั้งแต่หลังวัน
ปุณณมี คือวันเพ็ญใน เดือน ผาลคุณ หรือเดือนที่เรียกชื่อในภาษาบาลีว่าผัคคุณมาส
คือเดือน 4 งานนักขัตฤกษ์ จะเริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ไป บางท้องถิ่นเช่น
อินเดียตอนกลาง (มัธยมประเทศ) จะเล่นงานนักขัตฤกษ์กันตลอด 3 วัน 3 คืน แต่ในบางท้องถิ่นจะเล่นถึง
10 วัน 10 คืนก็มี และมีงานนักขัตฤกษ์โหลีนั้นเป็นการฉลองชัยชนะที่ พระศิวะ
ทรงปราบ พระกามเทพ (เทพแห่งความรัก) สำเร็จ มีเรื่องเล่าโดยย่อว่า ครั้งหนึ่งพระศิวะทรงบำเพ็ญฌาน
ขณะที่ ทรงดื่มด่ำกับสมาธิอย่างลึกซึ้งนั้น พระนางปารตี คือ พระอุมาเทวี
ธิดาแห่งราชาหิมาลัย ทรงมีพระทัยปฏิพัทธ์ในพระศิวะเสด็จลงมาบูชาพระศิวะแต่พระศิวะไม่ทรงสนพระทัย
ใยดีต่อนาง พระกามเทพจึงหาหนทางทำลายสมาธิแล้วทำให้พระศิวะหลงรักนางปารตี
จนได้ พระศิวะทรงพิโรธมากจึงทำลายพระกามเทพเสียด้วยพระเพลิงที่พุ่งออกจากพระ
เนตรดวงที่ 3 ของพระองค์
ชาวฮินดูในอินเดียจัดงานนักขัตฤกษ์ฉลองชัยชนะของพระศิวะกันเป็นเอิกเกริก
ทุกปีโดยฉีดน้ำจากวัสดุที่ทำด้วย ปลอกไม้ไผ่บ้าง ไม้รวกบ้าง ทำด้วยทองเหลืองหรือ
โลหะอื่นบ้างหรือใช้ขวดและภาชนะอื่นๆบรรจุน้ำผสมสีแดงฉีดหรือรดใส่ผู้คนเช่น
เดียวกับประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทย
มโหรี
ก็คือ การขับไม้และบรรเลงพิณอีกลักษณะหนึ่งโดยมีแบบแผนเครื่องมือ
หลักแบบเดียวกับ "ดนตรี" ดังกฏมณเฑียรบาลที่ระบุว่า "ซ้ายดนตรี ขวามโหรี"
การบรรเลงพิณ
ผู้บรรเลงจะขับร้องพร้อมกับเป็นผู้ดีดพิณเอง พิณที่ใช้ในการบรรเลงคือ พิณน้ำเต้า
หรือ พิณเปี๊ยะ การบรรเลงพิณนี้ตามหลักการประสมวงไม่ถือว่าเป็นวงดนตรี แต่อนุโลมว่าเป็นการบรรเลงแบบโบราณที่เป็นต้นแบบการบรรเลงในรูปแบบอื่นๆในเวลาต่อมา

หัวพิณเปี๊ยะแบบต่างๆ
ส่วนใหญ่ทำด้วยโลหะหรืองามีลักษณะงอนโค้งประดิษฐ์เป็นลวดลายสวยงาม

วงขับไม้
ประกอบไปด้วยผู้บรรเลงจำนวน 3 คนด้วยกันคือ คนขับลำนำ
หรือ ผู้ขับร้อง คนสีซอสามสาย ทำหน้าที่คลอร้องหรือดำเนินทำนองและ
คนไกวบัณเฑาะว์ ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการบรรเลง
การขับไม้ใช้บรรเลงประกอบพิธีสำคัญเช่นพระราชพิธีสมโภชพระมหาเศวตฉัตร
หรือพระราชพิธีสมโภชช้างเผือก เป็นต้น

พัฒนาการของวงมโหรี
วงมโหรีนั้นเดิมคงเป็นของผู้ชายเล่นแต่ต่อมาคนทั่วไปเกิดชอบฟังกันแพร่หลาย
ทั่วไปผู้มีบรรดาศักดิ์ซึ่งมีบริวารมากจึงหัดให้ผู้หญิงเล่นมโหรีบ้าง หลังจากนั้นมโหรีก็
กลายเป็นของผู้หญิงเล่นมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี (สมเด็จฯกรมพระยา
ดำรงราชานุภาพ : ตำนานเครื่องมโหรี) ดังจะพบได้ตามงานจิตรกรรม ประติมากรรมใน
ศิลปะสมัยอยุธยามักเขียนหรือแกะสลักเป็นภาพสตรีกำลังบรรเลงเครื่องดนตรีที่น่าจะ
เป็นวงมโหรี เช่นภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาเป็นภาพพุทธประวัติตอนที่ทรงฉัน
ปัจฉิมบิณฑบาตรที่บ้าน นายจุนทะกัมมารบุตร เมืองปาวา มีภาพเครื่องดนตรีคือ
กระจับปี่ ซอสามสาย และ ทับ (โทน) ภาพที่ 12 ฝาแผ่นที่ 4 ปัจจุบันอยู่ที่
วังสวนผักกาด กรุงเทพฯ จากภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงให้เห็นว่าอาจจะเป็น วงมโหรีเครื่องสาม
นอกจากนี้ยังพบ ภาพแกะสลักวงมโหรี
เครื่องสี่ซึ่งมีผู้บรรเลง กระจับปี่ ซอสามสาย ทับ (โทน) และ ผู้ขับร้อง
ตีกรับพวง ปรากฏอยู่บน ฝาตู้ไม้จำหลักสมัยอยุธยา
สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงประทานอธิบายไว้ว่า "มโหรีนั้น เดิมวงหนึ่งมีคนเล่นเพียง
4 คน เป็นคนขับร้องลำนำและ ตีกรับพวงให้จังหวะเองคนหนึ่ง สีซอสามสายประสานเสียงคนหนึ่ง
คนดีดกระจับปี่ให้ลำนำคนหนึ่ง คนตีทับประสานจังหวะกับลำนำ คนหนึ่ง มโหรีทั้งสี่สิ่งที่พรรณนามานี้พึงสังเกตเห็นได้ว่ามิใช่อื่นคือ
เอาเครื่องบรรเลงพิณกับเครื่องขับไม้มารวมกันนั่นเอง เป็นแต่ใช้ดีด กระจับปี่แทนพิณตีทับแทนไกวบัณเฑาะว์และเติมกรับพวง
สำหรับ ให้จังหวะเข้าอีกอย่างหนึ่ง"
วงมโหรีเครื่องห้า
พบจากหนังสือจินดามณีเล่ม
1-2 หน้า 45 พรรณนาถึงวง มโหรีไว้ว่า
นางขับขานเสียงแจ้ว
พึงใจ
ตามเพลงกลอนกลใน ภาพพร้อง
มโหรีบรรเลงไฉน ซอพาทย์
ทับกระจับปี่ก้อง เร่งเร้ารัญจวน
พิจารณาตามโคลงบทนี้วงมโหรีมีคนเล่น
5 คนคือนางขับร้อง (คงจะตีกรับด้วย) คนหนึ่ง เป่าปี่หรือเป่าขลุ่ยคนหนึ่ง
สีซอสามสายคนหนึ่ง ตีทับคนหนึ่ง และ ดีดกระจับปี่คนหนึ่ง
คำว่า "ปี่ไฉน" ในโคลงบทนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นปี่ไฉนจริงๆเพราะคำว่า
"ไฉน" นั้นบางครั้งก็ไม่ได้หมายถึงปี่หรือเครื่องเป่าเช่นขลุ่ยเช่นที่กล่าวถึงบทละครเรื่องมโนห์ราครั้งกรุงเก่าว่า
"เสมือนปี่ไฉนในบุรี เสมือนเสียงมโหรีเพราะวังเวง"
หรือที่กล่าวถึงในพระราชนิพนธ์บทละคอนเรื่องอิเหนาว่า
"ไพเราะเสียงดนตรีปี่ไฉน" ซึ่งหมายถึงขลุ่ยนั่นเอง เพราะเมื่อผสมวง
6 คนก็ใช้ขลุ่ยดังจะกล่าวถึงข้างหน้า โคลงบทนี้อาจพรรณนาถึงวงมโหรีตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ
(พ.ศ. 2148-2163) หรือก่อนหน้านั้นจนลงมาถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
(พ.ศ. 2199-2231) ซึ่งเป็นสมัยที่พระโหราธิบดีแต่งคัมภีร์จินดามณีนี้ทูลเกล้าฯถวายก็ได้
วงมโหรีเครื่องหก
จากภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านทิศตะวันตกในพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่
1 มีภาพของวงมโหรีเครื่องหก มีผู้เล่น 6 คนประกอบไปด้วย กระจับปี่ ซอสามสาย
ทับ(โทน) คนขับลำนำ ขลุ่ย และรำมะนา สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาได้แก่
ขลุ่ย และ รำมะนา ซึ่งพัฒนามาจากวงมโหรีเครื่องห้าสมัยอยุธยา สมเด็จฯกรมพระยาดำรงเดชานุภาพ
ทรงวินิจฉัยวงมโหรีเครื่องหกนี้ โดยอาศัยจากภาพเขียนลายทองบนตู้หนังสือบ้างและที่อื่นๆบ้าง
มีผู้เฒ่าเล่าว่าในราวสมัยรัชกาลที่
1 ของกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีผู้คิดเพิ่มเครื่องดนตรีอีก 2 ชนิด คือ ระนาดไม้
และ ระนาดแก้ว มีผู้ชำนาญดนตรีบางคนเห็นว่า
ระนาดแก้ว นั้นเดิมน่าจะเป็นคำเรียกระนาดไม้อย่างเล็กที่มโหรีเล่นแต่มีผู้คิดทำระนาดด้วยแก้วจริงๆขึ้นในภายหลัง
ระนาดแก้วจึงมิได้เป็นของใช้กันเป็นสามัญด้วยเหตุที่ว่าเสียงไม่ไพเราะและแตกหักง่าย
วงมโหรีเครื่องเก้า
จากหลักฐานที่ปรากฏบนบานตู้ไม้ลายจำหลักเรื่อง
ภูริทัตตชาดก สมัยกรุงศรีอยุธยา มีคนเป่าขลุ่ย 2 คน และมีคนตีฆ้องวงอีก 1
คน ฆ้องวงที่เพิ่มมานี้ ภายหลังปี่พาทย์นำเอาไปผสมในวงปี่พาทย์เครื่องคู่
และยังเรียกว่า "ฆ้องวง" เป็นพยานอยู่ เป็นไปได้ว่าวงมโหรีสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายอาจจะมีวงมโหรีเครื่องเก้าแล้ว
วงมโหรีเครื่องสิบ
มีหลักฐานจิตรกรรมบนฝาผนังวิหารพระนอนตรงเบื้องพระเศียรพระพุทธไสยาสน์ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีจำนวนผู้เล่นดนตรี
10 คน และบทเพลงยาวไหว้ครูมโหรีครั้งกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า
![]()
ขอพระเดชาภูวนาถ
![]()
พระบาทปกเกล้าเกศี
ข้าผู้จำเรียงเครื่องมโหรี
![]()
ซอกรับกระจับปี่รำมะนา
โทนขลุ่ยฉิ่งฉาบระนาดฆ้อง
ประลองเพลงขับกล่อมพร้อมหน้า
จงเจริญศรีสวัสดิ์ทุกเวลา![]()
ให้ปรีชาชาญเชี่ยวในเชิงพิณ
คำว่า "ซอ"
ที่กล่าวถึงนั้นหมายถึง ซอสามสาย และพึงสังเกตว่าวงมโหรีในสมัยกรุงศรีอยุธยายังไม่ได้นำเอา
ซอด้วง ซออู้ และ จะเข้ มาเล่นผสมเข้าวงมโหรี
สมัยกรุงธนบุรีปรากฏในหมายรับสั่งงานสมโภชพระแก้วมรกตระบุมโหรีไทย
มโหรีแขก มโหรีจีน มโหรีเขมร มโหรีญวน และมโหรีฝรั่ง ไว้รวมหลายวงจะมีลักษณะวงเครื่องสายบรรเลงเป็นอย่างไรไม่ทราบแต่กล่าวถึงมโหรีไทยว่า
"หมื่นราชาราชมโหรีไทยชาย 2 หญิง 4" ถ้าเป็นเช่นนั้นวงมโหรีไทยสมัยกรุงธนบุรีคงเล่น
6 คน ตามแบบฉบับสมัยกรุงศรีอยุธยาถ้ามิใช่เพราะเป็นเวลาที่หาศิลปินได้ยากก็แสดงว่าชายและหญิงมีการเล่นดนตรีรวมวงกันแล้ว
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการสร้างเครื่องดนตรีเพิ่มเติมและมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเครื่องดนตรีบางชิ้นในวงมโหรีขึ้นหลายประการดังนี้
ในสมัยรัชกาลที่ 1
เติมระนาดไม้ และ ระนาดแก้ว
ในสมัยรัชกาลที่ 2
ยกเลิก ระนาดแก้ว ใช้
ฆ้องวง แทนและเพิ่ม จะเข้ เข้าไว้ในวงมโหรี เพราะเห็นว่าเสียงไพเราะและคงเป็นที่นิยมเล่นกันทั่วไปตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว
แต่ยังไม่ได้นำมารวมวงเพราะถือกันว่าเป็นของต่างชาติ จะเข้และฆ้องวงของสองสิ่งนี้เดิมเป็นเครื่องดนตรีมอญ
เล่ากันว่าเมื่อแรกเอาฆ้องวงมาใช้ในวงมโหรีเกิดความลำบากด้วยเรือนฆ้องวงของมอญโค้งงอนสูงขึ้นไปทั้งสองข้าง
ผู้หญิงไทยห่มผ้าสไบเฉียงจะยกแขนตีฆ้องวงให้ถึงลูกสูงผ้าห่มเปิดไม่มิดชิด จึงได้แก้เรือนฆ้องวงลงให้ราบอย่างทุกวันนี้รวมเป็นวงมโหรีเครื่องเก้า
ในสมัยรัชกาลที่ 3
มีนักดนตรีที่คิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีเพิ่มเติมในกลุ่มเสียงทุ้มต่ำซึ่งคงจะได้แบบอย่างเครื่องดนตรีที่มีเสียงทุ้มอย่างเช่น
ซออู้ เลยนำเอาระนาดเอกมาปรับปรุงเรื่องรูปร่างและลักษณะเสียงให้ทุ้มต่ำเกิดเป็น
ระนาดทุ้ม ขึ้น ส่วนฆ้องวงเล็กก็คงจะทำเลียนแบบฆ้องวงเดิมที่มีอยู่แล้วเพื่อจะได้เป็นคู่กัน
เมื่อเพิ่มเครื่องดนตรีทั้งสองเข้าในวงปี่พาทย์แล้วต่อมาก็ใช้ในวงมโหรีด้วย ส่วนกรับพวงก็เปลี่ยนเป็นใช้ฉิ่งแทนทำให้เสียงจังหวะดังขึ้น และยังเพิ่มฉาบเข้าไปคู่กับเสียงฉิ่งด้วย
ในสมัยรัชกาลที่ 4
เมื่อมีผู้คิดทำระนาดเอกเหล็กหรือระนาดทองกับระนาดทุ้มเข้าในวงปี่พาทย์
เครื่องดนตรีทั้งสองสิ่งจึงนำมาใช้ในวงมโหรีด้วย วงมโหรีสมัยนี้จึงมี 14
คน คล้ายกับปี่พาทย์แต่เป็นมโหรีเครื่องสายและไม่ได้ใช้กลอง ส่วนที่ผิดกันเป็นข้อสำคัญอย่างหนึ่งคือ วงมโหรีเป็นของผู้หญิงส่วนวงปี่พาทย์เป็นของผู้ชายเล่นเป็นพื้น นอกจากนี้ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการเล่นละคร และส่งผลกระทบมาถึงการเล่นมโหรีด้วย
คือสมัยกรุงศรีอยุธยามีพระราชกำหนดห้ามมิให้ผู้อื่นหัดละครหญิงจะมีได้เฉพาะของหลวงเท่านั้น
พวกขุนนางและเจ้านายที่มีบริวารมากมักจะหัดผู้หญิงเป็นมโหรีหัดผู้ชายเป็นละครกับปี่พาทย์ซึ่งเป็นประเพณีสืบต่อกันมา
ครั้นมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ 4 โปรดให้เลิกพระราชกำหนด และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แก่ราษฎรทั่วไปสามารถหัดละครหญิงได้ตามความพอใจ ดังนั้นพวกผู้หญิงที่เคยหัดมโหรีพากันไปหัดละครทำให้ผู้หญิงหัดมโหรีน้อยลง
เมื่อมโหรีผู้หญิงร่วงโรยลงผู้ชายที่เคยหัดเล่นเครื่องสายอย่างจีนจึงคิดนำเอา
ซอด้วง ซออู้ จะเข้ กับ ปี่อ้อ เข้ามาเล่นผสมกับกลองแขก
เครื่องประสมวงอย่างนี้เรียกว่า "วงกลองแขกเครื่องใหญ่"
ครั้นต่อมาเอา กลองแขก กับ ปี่อ้อ ออกแล้วนำเอา ทับ (โทน) รำมะนา และขลุ่ย
เข้ามาแทนเรียกว่า "มโหรีเครื่องสาย"
บางวงก็คิดนำเอาระนาดและฆ้องวงเข้ามาประสมจึงเกิดมีมโหรีเครื่องสายผู้ชายแทนมโหรีหญิง
ซอด้วง กับ ซออู้
จึงเข้ามาร่วมบรรเลงในวงมโหรีตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา
ต่อมาได้ยกเลิกการใช้กระจับปี่บรรเลงเพราะมีเสียงเบาและไม่สะดวกเนื่องจากต้องอุ้มบรรเลง
อีกประการมีจะเข้ร่วมบรรเลงอยู่แล้วซึ่งมีเสียงดังและสะดวกกว่า นอกจากนั้นยังเลิกใช้ฉาบเพราะไม่ค่อยมีคนนิยมเนื่องจากมีเสียงรบกวนเครื่องดนตรีอื่นๆ
มีวงมโหรีเครื่องสี่ชุดสำคัญซึ่งนักดนตรีเป็นเจ้าจอมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ 5 ทั้งหมดได้แก่
เจ้าจอมมารดาวาดตีโทน เจ้าจอมมารดาเหมขับร้องและตีกรับพวง เจ้าจอมประคองสีซอสามสาย
เจ้าจอมสังวาลย์ดีดกระจับปี่ มีหน้าที่บรรเลงขับกล่อมพระบรรทมถวายพระเจ้าอยู่หัวจนถึงปีมะเส็ง
พ.ศ. 2424 จึงเลิกไป เพราะเจ้าจอมมารดาวาดประสูติพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยาการ(ต่อมาทรงเป็นกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน
ต้นราชสกุล "ฉัตรชัย")
ในสมัยรัชกาลที่ 6
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ 6 ถือกันว่าเป็นยุค
ที่ดนตรีไทยรุ่งเรืองที่สุดในสมัยการปกครองระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระองค์ทรงส่งเสริมเรื่องของดนตรีไทยเป็นอย่างยิ่ง มีการยกฐานะกองพิณพาทย์หลวงและกองโขนหลวงเป็นกรมมหรสพ และทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์และราชทินนามแก่บรรดานักดนตรีไทยเป็นจำนวนมาก
ในสมัยรัชกาลที่ 7
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ 7
เมื่อ พ.ศ. 2473 วง การดนตรีไทยได้พัฒนาก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งโดยมีการบันทึกโน้ตเพลงไทยด้วยโน้ตสากลอย่างเป็นทางการ
เริ่มลงมือบันทึกเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473 จนถึง 24 มิถุนายน
พ.ศ. 2475 ก็สิ้นสุดลงเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผลงานเพลงในชุดนี้ที่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่คือ
เพลงชุดโหมโรงเย็น ฉบับวงปี่พาทย์
(Score) ชุดเพลงเรื่อง ทำขวัญ

เมื่อปี พ.ศ. 2469 เกิดการดุลย์ครั้งใหญ่เป็นคราวแรกเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำ
จึงเป็นสาเหตุให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯทรงดุลย์ข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก
โดยตัดออกเสียครึ่งหนึ่งส่วนราชการใดที่ไม่สำคัญก็ทรงยุบเสีย ส่งผลมาถึงกรมมหรสพด้วยทำให้ดนตรีไทยซบเซาไปพักหนึ่ง
อาจารย์บรรเลง
(ศิลปบรรเลง) สาคริก และ อาจารย์เลื่อน
(สุนทรวาทิน) ผลาสินธุ์ ได้เล่าว่า พระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)
ทรงโปรดเกล้าฯให้มีการจัดตั้งวงมโหรีหลวงขึ้น เพราะมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายท่านกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวฯท่านทรงทราบว่า
ตามราชประเพณีนั้นพระมหากษัตริย์เวลาที่พระองค์จะเสด็จดำเนินไป ณ ที่ใดก็ตาม
หรือเสด็จประกอบพระราชพิธีใดๆ ก็ตาม จำเป็นต้องมีดนตรีประโคมตามราชประเพณี เมื่อพระองค์ทรงทราบและทรงรับสั่งให้เสนาบดีในสมัยนั้นคือ
เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว. เย็น อิศรเสนา)
รวบรวมนักดนตรีเข้ามาเป็นปี่พาทย์หลวงและมโหรีหลวง
เมื่อปี พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ
โปรดให้มีการจัดตั้งมโหรีหลวงเป็นการส่วนพระองค์ขึ้น โดยจัดให้มีพวกปี่พาทย์หลวงและโขนหลวงอีกส่วนหนึ่ง
สำหรับมโหรีหลวงหญิงนั้นให้ถวายตัวเป็นข้าราชบริพารของพระนางเจ้ารำไพพรรณี
พระราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเสนาบดีกรมวังเป็นผู้จัดการคือ
เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ ขอให้ครูดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นรวบรวมนักดนตรีไทยที่มีความสามารถเข้าเป็นมโหรีหลวงคือ
ท่านครูพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) และ ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ
(ศร ศิลปบรรเลง) จึงได้มีการรวบรวมบุตรหลานที่เป็นนักดนตรีฝ่ายหญิงเข้าถวายตัวเป็นมโหรีหลวงหญิง
จนได้ครบเป็นวงมโหรีซึ่งถือว่าเป็นรุ่นใหญ่ดังนี้
| ระนาดเอก | คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง |
| ระนาดทุ้ม | บรรเลง ศิลปบรรเลง |
| ฆ้องวงใหญ่ | ทองดี ไม่ทราบนามสกุล |
| ฆ้องวงเล็ก | ทองสุก กลีบชื่น |
| ระนาดเอกเหล็ก | สมใจ วรมิตร |
| ระนาดทุ้มเหล็ก | ไม่ทราบชื่อ |
| ซอด้วง | แถม ไม่ทราบนามสกุล |
| ซอด้วง | ละมุน ไม่ทราบนามสกุล |
| ซออู้ | วงศ์ อักษรานุเคราะห์ |
| ซออู้ | ศรีครอบ ไม่ทราบนามสกุล |
| จะเข้ | ภัลลิกา ศิลปบรรเลง |
| ขลุ่ย | เลื่อน (สุนทรวาทิน) ผลาสินธุ์ |
| โทน รำมะนา | บรรจง (ศรีนาฏ) เสริมศิริ |
| ฉิ่ง | ไม่ทราบชื่อ |
| นักร้อง | ท้วม ประสิทธิกุล |
หน้าที่หลักของมโหรีหลวง
บรรเลงดนตรีถวายแด่พระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี
รัชกาลที่ 7 เช่น บรรเลงถวายในระหว่างเสวย ณ พระที่นั่งในพระราชวังสวนอัมพร มีเต็นท์ให้นักดนตรีบรรเลงอยู่บริเวณหน้าพระที่นั่ง
มักบรรเลงใน วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ บรรเลงในช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. จะผลัดกันบรรเลงกับวงมโหรีหลวงชายสลับกันแล้วแต่โอกาส
บรรเลงในงานพระราชพิธีต่างๆในพระบรมมหาราชวังเช่นงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี
วันสำคัญทางศาสนาเช่น งานวันวิสาขบูชา มาฆบูชา อาสาฬหบูชา เป็นต้น งานที่เกี่ยวข้องกับพิธีทางศาสนา
รับพระส่งพระ จะจัดแบ่งเป็นฝ่ายนอกฝ่ายใน ฝ่ายนอกจะเป็นวงปี่พาทย์หลวงผู้ชายบรรเลง
ฝ่ายในจะเป็นหน้าที่ของมโหรีหลวงหญิงเป็นผู้บรรเลงตรงบริเวณเก๋งจีนซึ่งอยู่ในเขตพระราชฐานส่วนในที่ห้ามไม่ให้ผู้ชายเข้า
มีสัญญาณที่นัดแนะระหว่างวงของฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงคือการกดออดหรือกริ่ง ทั้งสองวงจะบรรเลงพร้อมกันและหยุดพร้อมกัน
บรรเลงในพิธีสรงน้ำพระเจ้าอยู่หัวฯในเขตพระราชฐานชั้นใน
วงมโหรีหลวงหญิงจะต้องบรรเลงเพลงเรื่องลงสรงซึ่งใช้เวลาบรรเลงยาวนานมากจนกว่าจะเสร็จ
การบรรเลงวงปี่พาทย์ไม้แข็งของมโหรีหลวงหญิงมีเพียงครั้งเดียวในงานรับพระส่งพระในงานพระราชพิธี
(ไม่ทราบว่าเป็นงานใด) อาจารย์เลื่อน สุนทราวาทิน เป็นผู้เป่าปี่ใช้เพลงช้าเรื่องเต่ากินผักบุ้งและเพลงกราวรำ
ส่วนใหญ่จะบรรเลงเป็นวงมโหรีกับวงปี่พาทย์ไม้นวม
บรรเลงงานทั่วไปให้ข้าราชการและประชาชนดูเป็นครั้งคราว
เช่นกระโจมหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในงานวันเฉลิมพระชนมพรรษา กระโจมงานพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่
5 ณ โรงละครที่อยู่ในสวนรื่นฤดี (สนามเสือป่า ด้านตรงข้ามกับสวนอัมพรฯ)
บรรเลงในงานพระราชพิธีทรงเครื่องใหญ่
(ตัดผม) ของพระเจ้าอยู่หัวฯ มักจะเป็นนักดนตรีที่เป็นรุ่นใหญ่หรือรุ่นครูเช่น
หลวงเสียงเสนาะกรรณ หลวงบำรุงจิตรเจริญ
หรือพระเพลงไพเราะ เป็นผู้บรรเลง
บรรเลงงานสมโภชช้างเผือกพระยามหาเศวตคชเดชดิลกจะใช้
วงขับไม้ ผู้ที่ทำหน้าที่ในการบรรเลงขับกล่อม
คือ หลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดุริยชีวิน)
ต่อมาท่านผู้ใหญ่ที่ดูแลควบคุมเกรงว่า
ถ้านักดนตรีเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาจะขาดผู้บรรเลงดนตรีจึงมีการรวบรวมนักดนตรีเพิ่มเติมภายหลัง
ทำให้มีการขยายวงเพิ่มจนได้เป็นสองวง มโหรีรุ่นใหญ่จะทำหน้าที่บรรเลงถวายภายในวังส่วนรุ่นเล็กจะรับหน้าที่บรรเลงรับงานทั่วไปตามวังเจ้านายซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์
ดังมีรายนามต่อไปนี้
| ระนาดเอก | สะอิ้ง กาญจนผลิน |
| ระนาดทุ้ม | ละมุล คงศรีวิไล |
| ฆ้องวงใหญ่ | ฝรั่ง เพ็ญประพัฒน์ |
| ฆ้องวงเล็ก | สุดา เขียววิจิตร |
| ระนาดเอกเหล็ก | สมใจ วรมิศร์ |
| ระนาดทุ้มเหล็ก | น้อม คงศรีวิไล |
| ซอสามสาย | ฟื้น บุญมา |
| จะเข้ | อินทิรา นาวีเสถียร |
| จะเข้ | ดารา นาวีสถียร |
| โทน | บรรจง เสริมศิริ |
| รำมะนา | เฉลา วาทิน |
| ขลุ่ย | เลื่อน ผลาสินธุ์ |
| ฉิ่ง และ ขับร้อง | เจริญ สุนทรวาทิน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น เจริญใจ) |
ผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมงานมโหรีหลวงฝ่ายหญิงคือ
คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง เป็นหัวหน้าคอยควบคุมดูแลความเรียบร้อยในเรื่องต่างๆเช่นนัดแนะเรื่องเพลงที่จะบรรเลง
เรื่องสีของเครื่องแต่งกายนักดนตรีและเรื่องอื่นๆทั่วไป การฝึกซ้อมนั้นควบคุมโดยท่านครูพระประณีตวรศัพท์
และ หลวงบำรุงจิตรเจริญ
เครื่องแต่งกายของมโหรีหญิงนั้นถ้าเป็นชุดออกงานหลวงจะใช้อยู่
2 สี คือ สีเขียว หมายถึงวันพุธ อันเป็นวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ
และสีชมพูหมายถึงวันอังคาร ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระราชินีพระนางเจ้ารำไพพรรณี
ถ้าเป็นงานพระราชพิธีเล่นมโหรีในวังเช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันฉัตรมงคล
ก็จะใส่เสื้อสีขาว ผ้าซิ่นสีเขียวเท่านั้น เครื่องแต่งกายเหล่านี้ได้รับพระราชทานทั้งสิ้น
อาจารย์เลื่อน
ผลาสินธุ์ เล่าว่าได้แต่งกายแบบโบราณที่นุ่งโจงกระเบนในยุคแรกของมโหรีหลวงเพียงสองสามครั้งเท่านั้นเองหลังจากนั้นก็นุ่งผ้าซิ่น
ส่วนเสื้อจะออกแบบอย่างไรก็ได้แต่สีของเสื้อผ้าจะต้องมีการนัดแนะโดยคุณหญิงชิ้น
ศิลปบรรเลงเป็นผู้กำหนด
สำหรับการเดินทางไปบรรเลงในงานต่างๆ
อาจารย์บรรเลง สาคริก เล่าว่าจะมีคนขับรถมาตระเวณรับนักดนตรีตามบ้านและบางทีก็นำเอาเครื่องดนตรีที่บ้านอาจารย์บางส่วนไปใช้
อาจารย์เลื่อน ผลาสินธุ์ เล่าว่าคนขับรถแต่งกายด้วยชุดเสื้อราชประแตนสีน้ำตาลขี้ม้านุ่งกางเกงแบบทรงขี่ม้าสีน้ำเงิน
มารับพวกนักดนตรีทั้งหลาย ลักษณะรถคล้ายกับรถสองแถวปัจจุบันมี 2 คัน มารับแล้วพาไปส่งในพระราชวัง
ใครมีหน้าที่อย่างไรก็แยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ของตน
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯทรงพระราชทานเงินเดือนให้แก่พนักงานมโหรีหลวงทุกคน โดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์มาใช้จ่าย
กลุ่มมโหรีรุ่นใหญ่จะได้เงินเดือนตั้งแต่ 20 บาท 16 บาท 15 บาท รุ่นเล็กก็ได้รับพระราชทานเงินเดือนเช่นกัน
อาจารย์ท้วม ประสิทธิกุล ได้รับเงินเดือน เดือนละ 30 บาท ส่วน อาจารย์เจริญใจ
สุนทรวาทิน ได้เดือนละ 25 บาท นอกจากนี้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงพระราชทานเหรียญเสมาทองคำแก่มโหรีหลวงหญิงเป็นตัวอักษรชื่อย่อของพระองค์ท่านด้วย
ท่านเสนาบดีกระทรวงวังในสมัยนั้นได้รับทราบพระราชประสงค์ของพระบาทสม
เด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯว่าพระองค์ท่านทรงโปรดที่จะฟังเพลง ตับเงาะป่า
ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯรัชกาลที่
5 พระราชบิดา เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว. เย็น
อิศรเสนา) จึงสั่งให้วงมโหรีหลวงทั้งหมดเข้าไปฝึกซ้อมที่ตำหนักพระวิมาดาเธอ
กรมหลวงสุทธาสินีนาฏ ที่วังสวนสุนันทา
อาทิตย์ละ 1 ครั้งโดยมี พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม
สุนทรวาทิน) เป็นผู้ฝึกซ้อม รวมทั้งเจ้าจอมสดับเป็นผู้ควบคุมการขับร้อง
นักดนตรีที่เข้าไปร่วมฝึกซ้อมส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นครูผู้ใหญ่มีดังนี้
| ระนาดเอก | พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต) |
| ระนาดทุ้ม | บุญธรรม (มนตรี) ตราโมท |
| ฆ้องวงใหญ่ | หลวงพวงเพลงร้อย |
| ฆ้องวงเล็ก | หลวงสร้อยเพลงสรวง |
| ขลุ่ย | หมื่นประโคมเพลงประสาน |
| โทนรำมะนา | ขุนบำเรอจิตรจรุง |
| ฉิ่ง | หลวงบำรุงจิตรเจริญ |
| กรับ | หมื่นขับคำหวาน |
| ซอสามสาย | หลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดุริยชีวิน) |
| ซอด้วง | นายปลั่ง วนเขจร |
| ซออู้ | นายไปล่ วนเขจร |
| จะเข้ | นายจ่าง แสงดาวเด่น |
| นักร้อง | หลวงเสียงเสนาะกรรณ |
| นักร้องฝ่ายหญิง | ท้วม ประสิทธิกุล เลื่อน ผลาสินธุ์ และเจริญใจ สุนทรวาทิน |
ส่วนใหญ่นักดนตรีชั้นครูและนักดนตรีรุ่นอาวุโสที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ จะอยู่ในกลุ่มปี่พาทย์หลวงและมโหรีฝ่ายชาย และมักจะเข้าไปบรรเลงถวายทั้งฝ่ายหญิงฝ่ายชาย โดยนำเอาเพลงตับเงาะป่าหรือที่เรียกกันว่า
"ตับคนัง" ซึ่งเป็นมหาดเล็กที่เป็น
"เงาะซาไก" ที่อยู่ทางภาคใต้บรรเลงถวายพระเจ้าอยู่หัวฯที่พระที่นั่งอัมพรสถานโดยบรรเลงเป็นตอนๆไปโดย
จะทรงฟังระหว่างเวลาเสวยประมาณ 2 ชั่วโมง
เมื่อ พ.ศ. 2475 สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย
และพระเจ้าอยู่หัวฯทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญกรมปี่พาทย์หลวงมโหรีหลวงจึงถูกยกเลิกไปในที่สุด
ได้มีการจัดเงินเดือนใส่ซองให้คนละ 3 เดือน เป็นการแจ้งให้เลิกจึงเป็นอันสิ้นสุดวงมโหรีหลวงในสมัยรัชกาลที่
7 แต่มีนักดนตรีบางกลุ่มได้โอนย้ายจากกระทรวงวังและได้เข้ามารับราชการในหน่วยงานที่เรียกว่ากองการสังคีตกรมศิลปากร
ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนสถานภาพเป็นสถาบันนาฏดุริยางคศิลป์กรมศิลปากร
บทเพลงของมโหรีหลวงรัชกาลที่
7
เพลงที่บรรเลงในพระราชพิธีต่างๆมีอาทิเช่น
โหมโรงเช้า โหมโรงเย็น เพลงเรื่อง ประเภทเพลงช้าเพลงเร็ว เพลงรับพระส่งพระ
เป็นต้น
ส่วนเพลงตับได้แก่ตับที่สำคัญที่สุดคือ
ตับคนัง หรือ ตับเงาะป่า
จะเล่นเป็นตอนๆ เลือกเอาตอนที่สนุกสนานเช่น "ตอนแต่งงาน" นอกจากนั้นก็มีเพลงตับอื่นๆเช่น
ตับนางซิน เดอริลาหรือ ตับพระยาแกรก เป็นต้น

เพลงเกร็ดทั่วไปจะบรรเลงทุกประเภท
ส่วนใหญ่จะบรรเลงเพลงที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ได้แก่
เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง เพลงราตรีประดับดาวเถา
เพลงเขมรลออองค์เถาและ เพลงแขกสาหร่าย เป็นต้น
