4.2 ระนาดเอกในวงมโหรี

วงดนตรีที่เรียกว่า "มโหรี" นั้น เป็นวงดนตรีที่มีรูปแบบและความเป็นมาที่น่า สนใจดังเกร็ดความรู้ว่าด้วยเรื่องมโหรีซึ่ง เขียนโดย อาจารย์ณรงค์ เขียนทองกุล ดังนี้
"มโหรี" สงสัยว่าเป็นศัพท์คำเดียวกับคำว่า "มโหระทึก" มหรสพ มโหรีท่วงที เป็นอิตถีลึงค์น่าจะเป็นผู้หญิงเล่นแต่ก็มีมโหรีภูษามาลาซึ่งก็มีผู้ชายเล่น หรือเป็นกรณี พิเศษไม่ใช่ปกติก็ไม่ทราบแน่
คำว่า "มโหรี" อาจเป็นคำพื้นเมืองหรือเป็นศัพท์ที่ผสมกันในภาษาพื้นเมืองของ อินเดีย เช่นคำว่า "โหลิกา" ภาษาสันสกฤตแปลว่าพิธีสีสวันหรือพิธีสาดฝุ่นสีแดง บางที เรียกว่า "โหรี" หรือ "โหลี"
มีงานนักขัตฤกษ์ประจำปีของชาวอินเดียอยู่อย่างหนึ่ง เป็นงานรื่นเริงสนุกสนาน ภายหลังการเก็บเกี่ยวพืชผลทางเกษตร งานจะเริ่มตั้งแต่หลังวัน ปุณณมี คือวันเพ็ญใน เดือน ผาลคุณ หรือเดือนที่เรียกชื่อในภาษาบาลีว่าผัคคุณมาส คือเดือน 4 งานนักขัตฤกษ์ จะเริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ไป บางท้องถิ่นเช่น อินเดียตอนกลาง (มัธยมประเทศ) จะเล่นงานนักขัตฤกษ์กันตลอด 3 วัน 3 คืน แต่ในบางท้องถิ่นจะเล่นถึง 10 วัน 10 คืนก็มี และมีงานนักขัตฤกษ์โหลีนั้นเป็นการฉลองชัยชนะที่ พระศิวะ ทรงปราบ พระกามเทพ (เทพแห่งความรัก) สำเร็จ มีเรื่องเล่าโดยย่อว่า ครั้งหนึ่งพระศิวะทรงบำเพ็ญฌาน ขณะที่ ทรงดื่มด่ำกับสมาธิอย่างลึกซึ้งนั้น พระนางปารตี คือ พระอุมาเทวี ธิดาแห่งราชาหิมาลัย ทรงมีพระทัยปฏิพัทธ์ในพระศิวะเสด็จลงมาบูชาพระศิวะแต่พระศิวะไม่ทรงสนพระทัย ใยดีต่อนาง พระกามเทพจึงหาหนทางทำลายสมาธิแล้วทำให้พระศิวะหลงรักนางปารตี จนได้ พระศิวะทรงพิโรธมากจึงทำลายพระกามเทพเสียด้วยพระเพลิงที่พุ่งออกจากพระ เนตรดวงที่ 3 ของพระองค์
ชาวฮินดูในอินเดียจัดงานนักขัตฤกษ์ฉลองชัยชนะของพระศิวะกันเป็นเอิกเกริก ทุกปีโดยฉีดน้ำจากวัสดุที่ทำด้วย ปลอกไม้ไผ่บ้าง ไม้รวกบ้าง ทำด้วยทองเหลืองหรือ โลหะอื่นบ้างหรือใช้ขวดและภาชนะอื่นๆบรรจุน้ำผสมสีแดงฉีดหรือรดใส่ผู้คนเช่น เดียวกับประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทย
มโหรี ก็คือ การขับไม้และบรรเลงพิณอีกลักษณะหนึ่งโดยมีแบบแผนเครื่องมือ หลักแบบเดียวกับ "ดนตรี" ดังกฏมณเฑียรบาลที่ระบุว่า "ซ้ายดนตรี ขวามโหรี"
การบรรเลงพิณ ผู้บรรเลงจะขับร้องพร้อมกับเป็นผู้ดีดพิณเอง พิณที่ใช้ในการบรรเลงคือ พิณน้ำเต้า หรือ พิณเปี๊ยะ การบรรเลงพิณนี้ตามหลักการประสมวงไม่ถือว่าเป็นวงดนตรี แต่อนุโลมว่าเป็นการบรรเลงแบบโบราณที่เป็นต้นแบบการบรรเลงในรูปแบบอื่นๆในเวลาต่อมา


หัวพิณเปี๊ยะแบบต่างๆ ส่วนใหญ่ทำด้วยโลหะหรืองามีลักษณะงอนโค้งประดิษฐ์เป็นลวดลายสวยงาม

วงขับไม้ ประกอบไปด้วยผู้บรรเลงจำนวน 3 คนด้วยกันคือ คนขับลำนำ หรือ ผู้ขับร้อง คนสีซอสามสาย ทำหน้าที่คลอร้องหรือดำเนินทำนองและ คนไกวบัณเฑาะว์ ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการบรรเลง
การขับไม้ใช้บรรเลงประกอบพิธีสำคัญเช่นพระราชพิธีสมโภชพระมหาเศวตฉัตร หรือพระราชพิธีสมโภชช้างเผือก เป็นต้น

พัฒนาการของวงมโหรี
วงมโหรีนั้นเดิมคงเป็นของผู้ชายเล่นแต่ต่อมาคนทั่วไปเกิดชอบฟังกันแพร่หลาย ทั่วไปผู้มีบรรดาศักดิ์ซึ่งมีบริวารมากจึงหัดให้ผู้หญิงเล่นมโหรีบ้าง หลังจากนั้นมโหรีก็ กลายเป็นของผู้หญิงเล่นมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี (สมเด็จฯกรมพระยา ดำรงราชานุภาพ : ตำนานเครื่องมโหรี) ดังจะพบได้ตามงานจิตรกรรม ประติมากรรมใน ศิลปะสมัยอยุธยามักเขียนหรือแกะสลักเป็นภาพสตรีกำลังบรรเลงเครื่องดนตรีที่น่าจะ เป็นวงมโหรี เช่นภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาเป็นภาพพุทธประวัติตอนที่ทรงฉัน ปัจฉิมบิณฑบาตรที่บ้าน นายจุนทะกัมมารบุตร เมืองปาวา มีภาพเครื่องดนตรีคือ กระจับปี่ ซอสามสาย และ ทับ (โทน) ภาพที่ 12 ฝาแผ่นที่ 4 ปัจจุบันอยู่ที่ วังสวนผักกาด กรุงเทพฯ จากภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงให้เห็นว่าอาจจะเป็น วงมโหรีเครื่องสาม


นอกจากนี้ยังพบ ภาพแกะสลักวงมโหรี เครื่องสี่ซึ่งมีผู้บรรเลง กระจับปี่ ซอสามสาย ทับ (โทน) และ ผู้ขับร้อง ตีกรับพวง ปรากฏอยู่บน ฝาตู้ไม้จำหลักสมัยอยุธยา
สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงประทานอธิบายไว้ว่า "มโหรีนั้น เดิมวงหนึ่งมีคนเล่นเพียง 4 คน เป็นคนขับร้องลำนำและ ตีกรับพวงให้จังหวะเองคนหนึ่ง สีซอสามสายประสานเสียงคนหนึ่ง คนดีดกระจับปี่ให้ลำนำคนหนึ่ง คนตีทับประสานจังหวะกับลำนำ คนหนึ่ง มโหรีทั้งสี่สิ่งที่พรรณนามานี้พึงสังเกตเห็นได้ว่ามิใช่อื่นคือ เอาเครื่องบรรเลงพิณกับเครื่องขับไม้มารวมกันนั่นเอง เป็นแต่ใช้ดีด กระจับปี่แทนพิณตีทับแทนไกวบัณเฑาะว์และเติมกรับพวง สำหรับ ให้จังหวะเข้าอีกอย่างหนึ่ง"

วงมโหรีเครื่องห้า
พบจากหนังสือจินดามณีเล่ม 1-2 หน้า 45 พรรณนาถึงวง มโหรีไว้ว่า

นางขับขานเสียงแจ้ว พึงใจ
ตามเพลงกลอนกลใน ภาพพร้อง
มโหรีบรรเลงไฉน ซอพาทย์
ทับกระจับปี่ก้อง เร่งเร้ารัญจวน

พิจารณาตามโคลงบทนี้วงมโหรีมีคนเล่น 5 คนคือนางขับร้อง (คงจะตีกรับด้วย) คนหนึ่ง เป่าปี่หรือเป่าขลุ่ยคนหนึ่ง สีซอสามสายคนหนึ่ง ตีทับคนหนึ่ง และ ดีดกระจับปี่คนหนึ่ง
คำว่า "ปี่ไฉน" ในโคลงบทนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นปี่ไฉนจริงๆเพราะคำว่า "ไฉน" นั้นบางครั้งก็ไม่ได้หมายถึงปี่หรือเครื่องเป่าเช่นขลุ่ยเช่นที่กล่าวถึงบทละครเรื่องมโนห์ราครั้งกรุงเก่าว่า "เสมือนปี่ไฉนในบุรี เสมือนเสียงมโหรีเพราะวังเวง" หรือที่กล่าวถึงในพระราชนิพนธ์บทละคอนเรื่องอิเหนาว่า "ไพเราะเสียงดนตรีปี่ไฉน" ซึ่งหมายถึงขลุ่ยนั่นเอง เพราะเมื่อผสมวง 6 คนก็ใช้ขลุ่ยดังจะกล่าวถึงข้างหน้า โคลงบทนี้อาจพรรณนาถึงวงมโหรีตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. 2148-2163) หรือก่อนหน้านั้นจนลงมาถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) ซึ่งเป็นสมัยที่พระโหราธิบดีแต่งคัมภีร์จินดามณีนี้ทูลเกล้าฯถวายก็ได้

วงมโหรีเครื่องหก
จากภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านทิศตะวันตกในพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 มีภาพของวงมโหรีเครื่องหก มีผู้เล่น 6 คนประกอบไปด้วย กระจับปี่ ซอสามสาย ทับ(โทน) คนขับลำนำ ขลุ่ย และรำมะนา สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาได้แก่ ขลุ่ย และ รำมะนา ซึ่งพัฒนามาจากวงมโหรีเครื่องห้าสมัยอยุธยา สมเด็จฯกรมพระยาดำรงเดชานุภาพ ทรงวินิจฉัยวงมโหรีเครื่องหกนี้ โดยอาศัยจากภาพเขียนลายทองบนตู้หนังสือบ้างและที่อื่นๆบ้าง

วงมโหรีเครื่องแปด


มีผู้เฒ่าเล่าว่าในราวสมัยรัชกาลที่ 1 ของกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีผู้คิดเพิ่มเครื่องดนตรีอีก 2 ชนิด คือ ระนาดไม้ และ ระนาดแก้ว มีผู้ชำนาญดนตรีบางคนเห็นว่า ระนาดแก้ว นั้นเดิมน่าจะเป็นคำเรียกระนาดไม้อย่างเล็กที่มโหรีเล่นแต่มีผู้คิดทำระนาดด้วยแก้วจริงๆขึ้นในภายหลัง ระนาดแก้วจึงมิได้เป็นของใช้กันเป็นสามัญด้วยเหตุที่ว่าเสียงไม่ไพเราะและแตกหักง่าย

วงมโหรีเครื่องเก้า
จากหลักฐานที่ปรากฏบนบานตู้ไม้ลายจำหลักเรื่อง ภูริทัตตชาดก สมัยกรุงศรีอยุธยา มีคนเป่าขลุ่ย 2 คน และมีคนตีฆ้องวงอีก 1 คน ฆ้องวงที่เพิ่มมานี้ ภายหลังปี่พาทย์นำเอาไปผสมในวงปี่พาทย์เครื่องคู่ และยังเรียกว่า "ฆ้องวง" เป็นพยานอยู่ เป็นไปได้ว่าวงมโหรีสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายอาจจะมีวงมโหรีเครื่องเก้าแล้ว

วงมโหรีเครื่องสิบ
มีหลักฐานจิตรกรรมบนฝาผนังวิหารพระนอนตรงเบื้องพระเศียรพระพุทธไสยาสน์ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีจำนวนผู้เล่นดนตรี 10 คน และบทเพลงยาวไหว้ครูมโหรีครั้งกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า

ขอพระเดชาภูวนาถ พระบาทปกเกล้าเกศี
ข้าผู้จำเรียงเครื่องมโหรี ซอกรับกระจับปี่รำมะนา
โทนขลุ่ยฉิ่งฉาบระนาดฆ้อง ประลองเพลงขับกล่อมพร้อมหน้า
จงเจริญศรีสวัสดิ์ทุกเวลา ให้ปรีชาชาญเชี่ยวในเชิงพิณ

คำว่า "ซอ" ที่กล่าวถึงนั้นหมายถึง ซอสามสาย และพึงสังเกตว่าวงมโหรีในสมัยกรุงศรีอยุธยายังไม่ได้นำเอา ซอด้วง ซออู้ และ จะเข้ มาเล่นผสมเข้าวงมโหรี

สมัยกรุงธนบุรีปรากฏในหมายรับสั่งงานสมโภชพระแก้วมรกตระบุมโหรีไทย มโหรีแขก มโหรีจีน มโหรีเขมร มโหรีญวน และมโหรีฝรั่ง ไว้รวมหลายวงจะมีลักษณะวงเครื่องสายบรรเลงเป็นอย่างไรไม่ทราบแต่กล่าวถึงมโหรีไทยว่า "หมื่นราชาราชมโหรีไทยชาย 2 หญิง 4" ถ้าเป็นเช่นนั้นวงมโหรีไทยสมัยกรุงธนบุรีคงเล่น 6 คน ตามแบบฉบับสมัยกรุงศรีอยุธยาถ้ามิใช่เพราะเป็นเวลาที่หาศิลปินได้ยากก็แสดงว่าชายและหญิงมีการเล่นดนตรีรวมวงกันแล้ว

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการสร้างเครื่องดนตรีเพิ่มเติมและมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเครื่องดนตรีบางชิ้นในวงมโหรีขึ้นหลายประการดังนี้

ในสมัยรัชกาลที่ 1
เติมระนาดไม้ และ ระนาดแก้ว

ในสมัยรัชกาลที่ 2
ยกเลิก ระนาดแก้ว ใช้ ฆ้องวง แทนและเพิ่ม จะเข้ เข้าไว้ในวงมโหรี เพราะเห็นว่าเสียงไพเราะและคงเป็นที่นิยมเล่นกันทั่วไปตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว แต่ยังไม่ได้นำมารวมวงเพราะถือกันว่าเป็นของต่างชาติ จะเข้และฆ้องวงของสองสิ่งนี้เดิมเป็นเครื่องดนตรีมอญ เล่ากันว่าเมื่อแรกเอาฆ้องวงมาใช้ในวงมโหรีเกิดความลำบากด้วยเรือนฆ้องวงของมอญโค้งงอนสูงขึ้นไปทั้งสองข้าง ผู้หญิงไทยห่มผ้าสไบเฉียงจะยกแขนตีฆ้องวงให้ถึงลูกสูงผ้าห่มเปิดไม่มิดชิด จึงได้แก้เรือนฆ้องวงลงให้ราบอย่างทุกวันนี้รวมเป็นวงมโหรีเครื่องเก้า

ในสมัยรัชกาลที่ 3
มีนักดนตรีที่คิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีเพิ่มเติมในกลุ่มเสียงทุ้มต่ำซึ่งคงจะได้แบบอย่างเครื่องดนตรีที่มีเสียงทุ้มอย่างเช่น ซออู้ เลยนำเอาระนาดเอกมาปรับปรุงเรื่องรูปร่างและลักษณะเสียงให้ทุ้มต่ำเกิดเป็น ระนาดทุ้ม ขึ้น ส่วนฆ้องวงเล็กก็คงจะทำเลียนแบบฆ้องวงเดิมที่มีอยู่แล้วเพื่อจะได้เป็นคู่กัน เมื่อเพิ่มเครื่องดนตรีทั้งสองเข้าในวงปี่พาทย์แล้วต่อมาก็ใช้ในวงมโหรีด้วย ส่วนกรับพวงก็เปลี่ยนเป็นใช้ฉิ่งแทนทำให้เสียงจังหวะดังขึ้น และยังเพิ่มฉาบเข้าไปคู่กับเสียงฉิ่งด้วย

ในสมัยรัชกาลที่ 4
เมื่อมีผู้คิดทำระนาดเอกเหล็กหรือระนาดทองกับระนาดทุ้มเข้าในวงปี่พาทย์ เครื่องดนตรีทั้งสองสิ่งจึงนำมาใช้ในวงมโหรีด้วย วงมโหรีสมัยนี้จึงมี 14 คน คล้ายกับปี่พาทย์แต่เป็นมโหรีเครื่องสายและไม่ได้ใช้กลอง ส่วนที่ผิดกันเป็นข้อสำคัญอย่างหนึ่งคือ วงมโหรีเป็นของผู้หญิงส่วนวงปี่พาทย์เป็นของผู้ชายเล่นเป็นพื้น นอกจากนี้ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการเล่นละคร และส่งผลกระทบมาถึงการเล่นมโหรีด้วย คือสมัยกรุงศรีอยุธยามีพระราชกำหนดห้ามมิให้ผู้อื่นหัดละครหญิงจะมีได้เฉพาะของหลวงเท่านั้น พวกขุนนางและเจ้านายที่มีบริวารมากมักจะหัดผู้หญิงเป็นมโหรีหัดผู้ชายเป็นละครกับปี่พาทย์ซึ่งเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ครั้นมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ 4 โปรดให้เลิกพระราชกำหนด และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แก่ราษฎรทั่วไปสามารถหัดละครหญิงได้ตามความพอใจ ดังนั้นพวกผู้หญิงที่เคยหัดมโหรีพากันไปหัดละครทำให้ผู้หญิงหัดมโหรีน้อยลง เมื่อมโหรีผู้หญิงร่วงโรยลงผู้ชายที่เคยหัดเล่นเครื่องสายอย่างจีนจึงคิดนำเอา ซอด้วง ซออู้ จะเข้ กับ ปี่อ้อ เข้ามาเล่นผสมกับกลองแขก เครื่องประสมวงอย่างนี้เรียกว่า "วงกลองแขกเครื่องใหญ่" ครั้นต่อมาเอา กลองแขก กับ ปี่อ้อ ออกแล้วนำเอา ทับ (โทน) รำมะนา และขลุ่ย เข้ามาแทนเรียกว่า "มโหรีเครื่องสาย" บางวงก็คิดนำเอาระนาดและฆ้องวงเข้ามาประสมจึงเกิดมีมโหรีเครื่องสายผู้ชายแทนมโหรีหญิง ซอด้วง กับ ซออู้ จึงเข้ามาร่วมบรรเลงในวงมโหรีตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

ต่อมาได้ยกเลิกการใช้กระจับปี่บรรเลงเพราะมีเสียงเบาและไม่สะดวกเนื่องจากต้องอุ้มบรรเลง อีกประการมีจะเข้ร่วมบรรเลงอยู่แล้วซึ่งมีเสียงดังและสะดวกกว่า นอกจากนั้นยังเลิกใช้ฉาบเพราะไม่ค่อยมีคนนิยมเนื่องจากมีเสียงรบกวนเครื่องดนตรีอื่นๆ มีวงมโหรีเครื่องสี่ชุดสำคัญซึ่งนักดนตรีเป็นเจ้าจอมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ 5 ทั้งหมดได้แก่ เจ้าจอมมารดาวาดตีโทน เจ้าจอมมารดาเหมขับร้องและตีกรับพวง เจ้าจอมประคองสีซอสามสาย เจ้าจอมสังวาลย์ดีดกระจับปี่ มีหน้าที่บรรเลงขับกล่อมพระบรรทมถวายพระเจ้าอยู่หัวจนถึงปีมะเส็ง พ.ศ. 2424 จึงเลิกไป เพราะเจ้าจอมมารดาวาดประสูติพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยาการ(ต่อมาทรงเป็นกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ต้นราชสกุล "ฉัตรชัย")

ในสมัยรัชกาลที่ 6
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ 6 ถือกันว่าเป็นยุค ที่ดนตรีไทยรุ่งเรืองที่สุดในสมัยการปกครองระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระองค์ทรงส่งเสริมเรื่องของดนตรีไทยเป็นอย่างยิ่ง มีการยกฐานะกองพิณพาทย์หลวงและกองโขนหลวงเป็นกรมมหรสพ และทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์และราชทินนามแก่บรรดานักดนตรีไทยเป็นจำนวนมาก

ในสมัยรัชกาลที่ 7
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ 7 เมื่อ พ.ศ. 2473 วง การดนตรีไทยได้พัฒนาก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งโดยมีการบันทึกโน้ตเพลงไทยด้วยโน้ตสากลอย่างเป็นทางการ เริ่มลงมือบันทึกเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473 จนถึง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ก็สิ้นสุดลงเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผลงานเพลงในชุดนี้ที่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่คือ เพลงชุดโหมโรงเย็น ฉบับวงปี่พาทย์ (Score) ชุดเพลงเรื่อง ทำขวัญ

เมื่อปี พ.ศ. 2469 เกิดการดุลย์ครั้งใหญ่เป็นคราวแรกเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำ จึงเป็นสาเหตุให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯทรงดุลย์ข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก โดยตัดออกเสียครึ่งหนึ่งส่วนราชการใดที่ไม่สำคัญก็ทรงยุบเสีย ส่งผลมาถึงกรมมหรสพด้วยทำให้ดนตรีไทยซบเซาไปพักหนึ่ง
อาจารย์บรรเลง (ศิลปบรรเลง) สาคริก และ อาจารย์เลื่อน (สุนทรวาทิน) ผลาสินธุ์ ได้เล่าว่า พระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ทรงโปรดเกล้าฯให้มีการจัดตั้งวงมโหรีหลวงขึ้น เพราะมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายท่านกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวฯท่านทรงทราบว่า ตามราชประเพณีนั้นพระมหากษัตริย์เวลาที่พระองค์จะเสด็จดำเนินไป ณ ที่ใดก็ตาม หรือเสด็จประกอบพระราชพิธีใดๆ ก็ตาม จำเป็นต้องมีดนตรีประโคมตามราชประเพณี เมื่อพระองค์ทรงทราบและทรงรับสั่งให้เสนาบดีในสมัยนั้นคือ เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว. เย็น อิศรเสนา) รวบรวมนักดนตรีเข้ามาเป็นปี่พาทย์หลวงและมโหรีหลวง
เมื่อปี พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดให้มีการจัดตั้งมโหรีหลวงเป็นการส่วนพระองค์ขึ้น โดยจัดให้มีพวกปี่พาทย์หลวงและโขนหลวงอีกส่วนหนึ่ง สำหรับมโหรีหลวงหญิงนั้นให้ถวายตัวเป็นข้าราชบริพารของพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเสนาบดีกรมวังเป็นผู้จัดการคือ เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ ขอให้ครูดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นรวบรวมนักดนตรีไทยที่มีความสามารถเข้าเป็นมโหรีหลวงคือ ท่านครูพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) และ ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จึงได้มีการรวบรวมบุตรหลานที่เป็นนักดนตรีฝ่ายหญิงเข้าถวายตัวเป็นมโหรีหลวงหญิง จนได้ครบเป็นวงมโหรีซึ่งถือว่าเป็นรุ่นใหญ่ดังนี้

ระนาดเอก คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง
ระนาดทุ้ม บรรเลง ศิลปบรรเลง
ฆ้องวงใหญ่ ทองดี ไม่ทราบนามสกุล
ฆ้องวงเล็ก ทองสุก กลีบชื่น
ระนาดเอกเหล็ก สมใจ วรมิตร
ระนาดทุ้มเหล็ก ไม่ทราบชื่อ
ซอด้วง แถม ไม่ทราบนามสกุล
ซอด้วง ละมุน ไม่ทราบนามสกุล
ซออู้ วงศ์ อักษรานุเคราะห์
ซออู้ ศรีครอบ ไม่ทราบนามสกุล
จะเข้ ภัลลิกา ศิลปบรรเลง
ขลุ่ย เลื่อน (สุนทรวาทิน) ผลาสินธุ์
โทน รำมะนา บรรจง (ศรีนาฏ) เสริมศิริ
ฉิ่ง ไม่ทราบชื่อ
นักร้อง ท้วม ประสิทธิกุล

หน้าที่หลักของมโหรีหลวง
บรรเลงดนตรีถวายแด่พระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี รัชกาลที่ 7 เช่น บรรเลงถวายในระหว่างเสวย ณ พระที่นั่งในพระราชวังสวนอัมพร มีเต็นท์ให้นักดนตรีบรรเลงอยู่บริเวณหน้าพระที่นั่ง มักบรรเลงใน วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ บรรเลงในช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. จะผลัดกันบรรเลงกับวงมโหรีหลวงชายสลับกันแล้วแต่โอกาส
บรรเลงในงานพระราชพิธีต่างๆในพระบรมมหาราชวังเช่นงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี วันสำคัญทางศาสนาเช่น งานวันวิสาขบูชา มาฆบูชา อาสาฬหบูชา เป็นต้น งานที่เกี่ยวข้องกับพิธีทางศาสนา รับพระส่งพระ จะจัดแบ่งเป็นฝ่ายนอกฝ่ายใน ฝ่ายนอกจะเป็นวงปี่พาทย์หลวงผู้ชายบรรเลง ฝ่ายในจะเป็นหน้าที่ของมโหรีหลวงหญิงเป็นผู้บรรเลงตรงบริเวณเก๋งจีนซึ่งอยู่ในเขตพระราชฐานส่วนในที่ห้ามไม่ให้ผู้ชายเข้า มีสัญญาณที่นัดแนะระหว่างวงของฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงคือการกดออดหรือกริ่ง ทั้งสองวงจะบรรเลงพร้อมกันและหยุดพร้อมกัน
บรรเลงในพิธีสรงน้ำพระเจ้าอยู่หัวฯในเขตพระราชฐานชั้นใน วงมโหรีหลวงหญิงจะต้องบรรเลงเพลงเรื่องลงสรงซึ่งใช้เวลาบรรเลงยาวนานมากจนกว่าจะเสร็จ
การบรรเลงวงปี่พาทย์ไม้แข็งของมโหรีหลวงหญิงมีเพียงครั้งเดียวในงานรับพระส่งพระในงานพระราชพิธี (ไม่ทราบว่าเป็นงานใด) อาจารย์เลื่อน สุนทราวาทิน เป็นผู้เป่าปี่ใช้เพลงช้าเรื่องเต่ากินผักบุ้งและเพลงกราวรำ ส่วนใหญ่จะบรรเลงเป็นวงมโหรีกับวงปี่พาทย์ไม้นวม
บรรเลงงานทั่วไปให้ข้าราชการและประชาชนดูเป็นครั้งคราว เช่นกระโจมหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในงานวันเฉลิมพระชนมพรรษา กระโจมงานพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5 ณ โรงละครที่อยู่ในสวนรื่นฤดี (สนามเสือป่า ด้านตรงข้ามกับสวนอัมพรฯ)
บรรเลงในงานพระราชพิธีทรงเครื่องใหญ่ (ตัดผม) ของพระเจ้าอยู่หัวฯ มักจะเป็นนักดนตรีที่เป็นรุ่นใหญ่หรือรุ่นครูเช่น หลวงเสียงเสนาะกรรณ หลวงบำรุงจิตรเจริญ หรือพระเพลงไพเราะ เป็นผู้บรรเลง
บรรเลงงานสมโภชช้างเผือกพระยามหาเศวตคชเดชดิลกจะใช้ วงขับไม้ ผู้ที่ทำหน้าที่ในการบรรเลงขับกล่อม คือ หลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดุริยชีวิน)
ต่อมาท่านผู้ใหญ่ที่ดูแลควบคุมเกรงว่า ถ้านักดนตรีเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาจะขาดผู้บรรเลงดนตรีจึงมีการรวบรวมนักดนตรีเพิ่มเติมภายหลัง ทำให้มีการขยายวงเพิ่มจนได้เป็นสองวง มโหรีรุ่นใหญ่จะทำหน้าที่บรรเลงถวายภายในวังส่วนรุ่นเล็กจะรับหน้าที่บรรเลงรับงานทั่วไปตามวังเจ้านายซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ ดังมีรายนามต่อไปนี้

ระนาดเอก สะอิ้ง กาญจนผลิน
ระนาดทุ้ม ละมุล คงศรีวิไล
ฆ้องวงใหญ่ ฝรั่ง เพ็ญประพัฒน์
ฆ้องวงเล็ก สุดา เขียววิจิตร
ระนาดเอกเหล็ก สมใจ วรมิศร์
ระนาดทุ้มเหล็ก น้อม คงศรีวิไล
ซอสามสาย ฟื้น บุญมา
จะเข้ อินทิรา นาวีเสถียร
จะเข้ ดารา นาวีสถียร
โทน บรรจง เสริมศิริ
รำมะนา เฉลา วาทิน
ขลุ่ย เลื่อน ผลาสินธุ์
ฉิ่ง และ ขับร้อง เจริญ สุนทรวาทิน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น เจริญใจ)

ผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมงานมโหรีหลวงฝ่ายหญิงคือ คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง เป็นหัวหน้าคอยควบคุมดูแลความเรียบร้อยในเรื่องต่างๆเช่นนัดแนะเรื่องเพลงที่จะบรรเลง เรื่องสีของเครื่องแต่งกายนักดนตรีและเรื่องอื่นๆทั่วไป การฝึกซ้อมนั้นควบคุมโดยท่านครูพระประณีตวรศัพท์ และ หลวงบำรุงจิตรเจริญ
เครื่องแต่งกายของมโหรีหญิงนั้นถ้าเป็นชุดออกงานหลวงจะใช้อยู่ 2 สี คือ สีเขียว หมายถึงวันพุธ อันเป็นวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ และสีชมพูหมายถึงวันอังคาร ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระราชินีพระนางเจ้ารำไพพรรณี ถ้าเป็นงานพระราชพิธีเล่นมโหรีในวังเช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันฉัตรมงคล ก็จะใส่เสื้อสีขาว ผ้าซิ่นสีเขียวเท่านั้น เครื่องแต่งกายเหล่านี้ได้รับพระราชทานทั้งสิ้น
อาจารย์เลื่อน ผลาสินธุ์ เล่าว่าได้แต่งกายแบบโบราณที่นุ่งโจงกระเบนในยุคแรกของมโหรีหลวงเพียงสองสามครั้งเท่านั้นเองหลังจากนั้นก็นุ่งผ้าซิ่น ส่วนเสื้อจะออกแบบอย่างไรก็ได้แต่สีของเสื้อผ้าจะต้องมีการนัดแนะโดยคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลงเป็นผู้กำหนด
สำหรับการเดินทางไปบรรเลงในงานต่างๆ อาจารย์บรรเลง สาคริก เล่าว่าจะมีคนขับรถมาตระเวณรับนักดนตรีตามบ้านและบางทีก็นำเอาเครื่องดนตรีที่บ้านอาจารย์บางส่วนไปใช้ อาจารย์เลื่อน ผลาสินธุ์ เล่าว่าคนขับรถแต่งกายด้วยชุดเสื้อราชประแตนสีน้ำตาลขี้ม้านุ่งกางเกงแบบทรงขี่ม้าสีน้ำเงิน มารับพวกนักดนตรีทั้งหลาย ลักษณะรถคล้ายกับรถสองแถวปัจจุบันมี 2 คัน มารับแล้วพาไปส่งในพระราชวัง ใครมีหน้าที่อย่างไรก็แยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ของตน
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯทรงพระราชทานเงินเดือนให้แก่พนักงานมโหรีหลวงทุกคน โดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์มาใช้จ่าย กลุ่มมโหรีรุ่นใหญ่จะได้เงินเดือนตั้งแต่ 20 บาท 16 บาท 15 บาท รุ่นเล็กก็ได้รับพระราชทานเงินเดือนเช่นกัน อาจารย์ท้วม ประสิทธิกุล ได้รับเงินเดือน เดือนละ 30 บาท ส่วน อาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน ได้เดือนละ 25 บาท นอกจากนี้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงพระราชทานเหรียญเสมาทองคำแก่มโหรีหลวงหญิงเป็นตัวอักษรชื่อย่อของพระองค์ท่านด้วย
ท่านเสนาบดีกระทรวงวังในสมัยนั้นได้รับทราบพระราชประสงค์ของพระบาทสม เด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯว่าพระองค์ท่านทรงโปรดที่จะฟังเพลง ตับเงาะป่า ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯรัชกาลที่ 5 พระราชบิดา เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว. เย็น อิศรเสนา) จึงสั่งให้วงมโหรีหลวงทั้งหมดเข้าไปฝึกซ้อมที่ตำหนักพระวิมาดาเธอ กรมหลวงสุทธาสินีนาฏ ที่วังสวนสุนันทา อาทิตย์ละ 1 ครั้งโดยมี พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) เป็นผู้ฝึกซ้อม รวมทั้งเจ้าจอมสดับเป็นผู้ควบคุมการขับร้อง นักดนตรีที่เข้าไปร่วมฝึกซ้อมส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นครูผู้ใหญ่มีดังนี้

ระนาดเอก พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต)
ระนาดทุ้ม บุญธรรม (มนตรี) ตราโมท
ฆ้องวงใหญ่ หลวงพวงเพลงร้อย
ฆ้องวงเล็ก หลวงสร้อยเพลงสรวง
ขลุ่ย หมื่นประโคมเพลงประสาน
โทนรำมะนา ขุนบำเรอจิตรจรุง
ฉิ่ง หลวงบำรุงจิตรเจริญ
กรับ หมื่นขับคำหวาน
ซอสามสาย หลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดุริยชีวิน)
ซอด้วง นายปลั่ง วนเขจร
ซออู้ นายไปล่ วนเขจร
จะเข้ นายจ่าง แสงดาวเด่น
นักร้อง หลวงเสียงเสนาะกรรณ
นักร้องฝ่ายหญิง ท้วม ประสิทธิกุล เลื่อน ผลาสินธุ์ และเจริญใจ สุนทรวาทิน

ส่วนใหญ่นักดนตรีชั้นครูและนักดนตรีรุ่นอาวุโสที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ จะอยู่ในกลุ่มปี่พาทย์หลวงและมโหรีฝ่ายชาย และมักจะเข้าไปบรรเลงถวายทั้งฝ่ายหญิงฝ่ายชาย โดยนำเอาเพลงตับเงาะป่าหรือที่เรียกกันว่า "ตับคนัง" ซึ่งเป็นมหาดเล็กที่เป็น "เงาะซาไก" ที่อยู่ทางภาคใต้บรรเลงถวายพระเจ้าอยู่หัวฯที่พระที่นั่งอัมพรสถานโดยบรรเลงเป็นตอนๆไปโดย จะทรงฟังระหว่างเวลาเสวยประมาณ 2 ชั่วโมง
เมื่อ พ.ศ. 2475 สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย และพระเจ้าอยู่หัวฯทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญกรมปี่พาทย์หลวงมโหรีหลวงจึงถูกยกเลิกไปในที่สุด ได้มีการจัดเงินเดือนใส่ซองให้คนละ 3 เดือน เป็นการแจ้งให้เลิกจึงเป็นอันสิ้นสุดวงมโหรีหลวงในสมัยรัชกาลที่ 7 แต่มีนักดนตรีบางกลุ่มได้โอนย้ายจากกระทรวงวังและได้เข้ามารับราชการในหน่วยงานที่เรียกว่ากองการสังคีตกรมศิลปากร ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนสถานภาพเป็นสถาบันนาฏดุริยางคศิลป์กรมศิลปากร

บทเพลงของมโหรีหลวงรัชกาลที่ 7
เพลงที่บรรเลงในพระราชพิธีต่างๆมีอาทิเช่น โหมโรงเช้า โหมโรงเย็น เพลงเรื่อง ประเภทเพลงช้าเพลงเร็ว เพลงรับพระส่งพระ เป็นต้น
ส่วนเพลงตับได้แก่ตับที่สำคัญที่สุดคือ ตับคนัง หรือ ตับเงาะป่า จะเล่นเป็นตอนๆ เลือกเอาตอนที่สนุกสนานเช่น "ตอนแต่งงาน" นอกจากนั้นก็มีเพลงตับอื่นๆเช่น ตับนางซิน เดอริลาหรือ ตับพระยาแกรก เป็นต้น


เพลงเกร็ดทั่วไปจะบรรเลงทุกประเภท ส่วนใหญ่จะบรรเลงเพลงที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ได้แก่ เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง เพลงราตรีประดับดาวเถา เพลงเขมรลออองค์เถาและ เพลงแขกสาหร่าย เป็นต้น