4.1 ระนาดเอกในวงปี่พาทย์แบบต่างๆ

วงปี่พาทย์ คือวงดนตรีไทยประเภทหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีหลักคือ เครื่องเป่าได้แก่ ปี่ และ เครื่องตี โดยแยกออกเป็น เครื่องตีประเภทดำเนินทำนองเช่น ระนาด ฆ้องวง และเครื่องตีประเภทกำกับจังหวะ เช่น กลอง ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง เป็นต้น
วงปี่พาทย์ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีที่มีเสียงอันทรงพลัง จึงทำให้วงปี่พาทย์มีบทบาทอยู่ในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านความเชื่อหรือการประโคม บรรเลงประกอบการแสดงโขนละคร
จากข้อมูลของ อาจารย์วิมาลา ศิริพงษ์ เรื่อง"พัฒนาการปี่พาทย์สมัยรัตนโกสินทร์" ในหนังสือ เพลงดนตรีฉบับพิเศษ ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2537, หน้า 81 เขียนไว้ว่า
"ปี่พาทย์มีความเป็นมาและพัฒนาการอันยาวนานในสังคมไทย ในเอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏข้อมูลระบุถึงวงปี่พาทย์ หรือเครื่องดนตรีที่ใช้ในวงปี่พาทย์อยู่มากมายทั้งในรูปของ จารึก, วรรณกรรม และ กฏหมาย ในศิลาจารึกวัดพระยืนซึ่งมีอายุราว ก่อนพุทธศตวรรษที่ 20 ได้ระบุถึงเครื่องดนตรีที่ใช้ในวงปี่พาทย์อันได้แก่ ฆ้อง กลอง ปี่ ตะโพน และในศิลาจารึกหลักที่ 8 ก็ปรากฏคำว่า "ดุริยพาท" ซึ่งเป็นคำที่หมายถึง เครื่อง ดนตรีประเภทที่มีเสียงกึกก้องเหมาะแก่การประโคมซึ่งก็คือเครื่องดนตรีที่ใช้ในวงปี่พาทย์ (ภัทรวดี : 2536 : 7-8) นอกจากนี้ยังพบคำว่า ปี่พาทย์ฆ้องวง ในกฏหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ ซึ่งตราขึ้นก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยากว่าหนึ่งศตวรรษ (สุจิตต์ :2532 : 128) จากหลักฐานเหล่า นี้อาจกล่าวได้ว่า เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีและเครื่องเป่าที่ประกอบขึ้นเป็น วงปี่พาทย์ ได้มีปรากฏในสังคมไทยมาแล้วก่อนหน้าสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏหลักฐานว่าระนาดเอกซึ่งเป็นเครื่องดนตรีชนิด เครื่องตีได้เข้าไปประสมวงกับปี่พาทย์เกิดเป็นวงดนตรีที่มักเรียกกันว่า ปี่พาทย์เครื่องห้า ดังภาพจิตรกรรมบนสมุดข่อยเมื่อราวต้นพุทธศตวรรษที่ 23 หรือหลัง พ.ศ.2200 ซึ่งแสดง ภาพวงปี่พาทย์ที่ประกอบไปด้วย ปี่ กลองทัด (ใบเดียว) กลองสองหน้า ตะโพน ฆ้องวง และ ระนาดเอก บรรเลงร่วมกัน (สุจิตต์ : 2532 :129)"

1-ปี่ใน 2-กลองทัด 3-กลองสองหน้า 4-ตะโพน
5- ฆ้องวงใหญ่ 6-ระนาดเอก

การที่เรียกว่า "ปี่พาทย์เครื่องห้า" แต่มีเครื่องดนตรี 6 ชิ้นนั้น เพราะผู้บรรเลงกลอง อาจจะเลือกตี ตะโพน หรือ กลองสองหน้า อย่างใดอย่างหนึ่งตามความเหมาะสมของเพลง

หากจะแบ่งลักษณะการบรรเลงของวงปี่พาทย์ตาม "กลุ่มของเครื่องดนตรี" แล้ววงปี่พาทย์สามารถแบ่งย่อยออกเป็นประเภทต่างๆ ตามลักษณะการบรรเลงและการใช้งานดังนี้

ระนาดเอกในวงปี่พาทย์
ระนาดเอกใช้บรรเลงในวงดนตรีปี่พาทย์ได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และจุดประสงค์ในการบรรเลง ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงวงดนตรีที่นำ ระนาดเอก เข้าไปร่วมบรรเลงซึ่งแบ่งประเภทของวงได้ดังนี้

1) วงปี่พาทย์เครื่องห้า
เป็นวงหลักที่เกิดขึ้นก่อนวงปี่พาทย์ประเภทอื่นประกอบ ไปด้วยเครื่องดนตรี ดังนี้
- ปี่ใน 1 เลา - ตะโพน 1 ลูก - ระนาดเอก 1 ราง - ฉิ่ง 1 คู่ - ฆ้องวงใหญ่ 1 วง - กลองทัด 2 ลูก

2) วงปี่พาทย์เครื่องคู่
เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ 3 ได้ มีผู้คิดประดิษฐ์ ระนาดทุ้ม และ ฆ้องวงเล็ก ขึ้นจึงเกิดการประสมวงใหม่โดยนำระนาดทุ้ม และฆ้องวงเล็กรวมเข้ากับวงปี่พาทย์เครื่องห้าเดิมและเพิ่มเติม ปี่นอก ซึ่งใช้ในการบรรเลง วงปี่พาทย์สำหรับการแสดง หนังใหญ่ เพื่อให้เครื่องดนตรีดำเนินทำนองทุกชนิดในวงมีจำ นวนเป็นคู่จึงประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีดังนี้
- ปี่ใน 1 เลา - ปี่นอก 1 เลา - ระนาดเอก 1 ร าง - ระนาดทุ้ม 1 ราง - ฆ้องวงใหญ่ 1 วง - ฆ้องวงเล็ก 1 วง - กลองทัด 1 คู่
- ตะโพน 1 ลูก - ฉิ่ง 1 คู่ - ฉาบเล็ก 1 คู่ - โหม่ง 1 ใบ - กลองสองหน้า 1 ลูก หรือ กลองแขก 1 คู่

"หนังใหญ่" หมายถึงการแสดงที่ใช้ตัวหนังขนาดใหญ่เป็นตัวละคร โดยมีผู้เชิดให้เกิด เงาปรากฏบนจอและใช้การพากย์การเจรจาเป็นการดำเนินเรื่อง การแสดงเช่นนี้เดิมเรียก แต่เพียงว่า "หนัง" จนกระทั่งมีการแสดงลักษณะเดียวกันแต่ต่างตรงที่ "หนัง" มีขนาดเล็ก กว่ามาเปรียบเทียบจึงเกิดการเรียกการแสดงที่มีมาแต่เดิมว่า "หนังใหญ่" ตามขนาดของตัวหนัง หนังใหญ่เป็น "การแสดงมหรสพชั้นสูง" ที่แสดงในงานสำคัญของบ้านเมืองมาแต่ โบราณไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดขึ้นในสมัยใดแต่เข้าใจว่าหนังใหญ่เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา ตอนต้นก่อนสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะมีข้อความปรากฏในตอนนำต้นเรื่อง สมุทรโฆษคำฉันท์ว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้พระมหาราชครูแต่งขึ้นเพื่อใช้ สำหรับแสดงหนังหลังจากสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นต้นมา มีหลักฐานปรากฏ ในเอกสารต่างๆว่าในงานพระราชพิธีใหญ่ๆหรืองานสำคัญของบ้านเมืองมักจะมีหนัง ใหญ่แสดงเพื่อความสนุกสนานของประชาชน หนังใหญ่มักแสดงเรื่องรามเกียรติ์เช่นเดียว กับโขนซึ่งมุ่งที่จะสรรเสริญพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ซึ่งสัมพันธ์กับความเชื่อที่ว่า พระมหากษัตริย์เป็นพระนารายณ์อวตารเช่นเดียวกับพระรามซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องด้วย การบรรเลงดนตรีประกอบการแสดงหนังใหญ่นอกจากใช้เครื่องปี่พาทย์แล้วยังเพิ่มเครื่อง ดนตรีคือ ปี่กลาง กลองติ๋ง และ โกร่ง รวมเข้าไปด้วย
ปี่กลาง มีขนาดเล็กกว่าปี่ใน แต่ใหญ่กว่า ปี่นอก และมีเสียงสูงกว่าปี่ในหนึ่งเสียง
กลองติ๋ง มีลักษณะเหมือนกลองทัดแต่มีขนาดเล็กกว่าและมีเสียงสูงกว่า ในการ แสดงหนังใหญ่มักเพิ่มกลองติ๋งเข้ามาอีก 2 ลูกรวมกับกลองทัดเดิมที่มีอยู่ในวงปี่พาทย์เป็น 4 หรือ 5 ลูกด้วยกัน
โกร่ง เป็นไม้ไผ่ลำยาววางทอดบนขารองเตี้ยๆ ข้างลำไม้ไผ่เจาะเป็นร่องยาวๆ ไว้ให้เสียงออกคล้ายกับเกราะใช้ไม้ซีกตีให้เกิดเสียง โกร่งใช้ตีประกอบจังหวะอาจใช้คน ตีหลายๆคนก็ได้ วงปี่พาทย์จะตั้งอยู่ด้านหน้าของจอหนังห่างจากจอพอประมาณแต่โกร่ง จะตั้งไว้หลังจอเพื่อให้ผู้แสดงตี การบรรเลงจะเริ่มตั้งแต่เพลงโหมโรงซึ่งบรรเลงเพลงชุด เดียวกับโหมโรงเย็นหรือที่นำมาบรรเลงเป็นเพลงสำหรับโหมโรงโขนละครทั่วไปแต่มิได้ บรรเลงตลอดทั้งชุดจะหยุดอยู่ที่ เพลงเสมอ เพื่อทำพิธีไหว้ครูแล้วจะบรรเลงเพลงเชิดสลับ ระหว่างบทไหว้ครู 3 ตอนที่เรียกว่า พากย์ 3 ตระ ระหว่างการแสดงวงปี่พาทย์จะบรรเลง เพลงหน้าพาทย์ประกอบเช่นเดียวกับการแสดงโขน

3) วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่
เกิดขึ้นในสมัยรัชการที่ 3 และ 4 โดยเพิ่ม ระนาดเอกเหล็ก และ ระนาดทุ้มเหล็ก เข้าไว้กับวงปี่พาทย์เครื่องคู่โดยตั้งระนาดเอกเหล็ก ไว้ทางริมด้านขวามือและระนาดทุ้มเหล็กไว้ที่ริมด้านซ้ายมือซึ่งนักดนตรีทั่วไปนิยมเรียก ว่า "เพิ่มหัวท้าย" ดังแผนภูมิต่อไปนี้

วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ 4 บางวงได้ เพิ่มเติมจำนวนกลองทัดเป็น 3 ถึง 4 ใบ ส่วนฉาบใหญ่นั้นมีการนำมาใช้ในสมัยพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชการที่ 5

หมายเหตุ : วงปี่พาทย์ทั้ง 3 ประเภทข้างต้นถ้ามีการบรรเลงเพลงภาษาก็สามารถ ใช้เครื่องกำกับจังหวะของภาษานั้นๆ เช่น ตะโพน เปิงมาง กลองจีน หรือ กลองมะริกัน เป็นต้น

4) วงปี่พาทย์นางหงส์
คือวงปี่พาทย์ธรรมดาที่นำมาใช้บรรเลงประโคมศพแต่ ใช้ปี่ชวา 1 เลา แทน ปี่นอก และ ปี่ใน และนำกลองมลายู 1 คู่ มาแทนกลองแขกโดยตัด ตะโพน และ กลองทัด ออกแต่ยังคง โหม่ง ไว้
วงปี่พาทย์นางหงส์ใช้บรรเลงเฉพาะในงานศพมาแต่โบราณก่อนวงปี่พาทย์มอญ เหตุที่เรียกว่าปี่พาทย์นางหงส์ก็เพราะใช้เพลงเรื่องนางหงส์ 2 ชั้นเป็นหลักสำคัญในการบรรเลง

5) วงปี่พาทย์มอญ
วงปี่พาทย์มอญนั้นโดยแท้จริงแล้วใช้บรรเลงได้ในโอกาสต่างๆทั้งงานมงคล เช่นงานฉลองพระแก้วมรกตในสมัยธนบุรีและงานอวมงคลเช่นงานศพ การที่วงปี่ พาทย์มอญเป็นที่นิยมบรรเลงเฉพาะในงานศพในปัจจุบันก็เพราะว่าท่วงทำนองเพลง และการบรรเลงมีสำเนียงและลีลาที่โศกเศร้าเข้ากับบรรยากาศของงานศพดังลายพระ หัตถ์ที่สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงมีถึงสมเด็จกรมพระยาดำรงเดชานุภาพ ในหนังสือสาส์นสมเด็จที่กล่าวถึงที่มาของการใช้วงปี่พาทย์มอญประโคมในงานศพมี ความว่า

"เรื่องที่ใช้ปี่พาทย์มอญในงานศพนั้นหม่อมฉันเคยได้ยินสมเด็จพระพุทธเจ้า หลวงตรัสเล่าว่าปี่พาทย์มอญทำในงานหลวงครั้งแรกเมื่องานสมเด็จพระเทพสิรินทรา บรมราชินีด้วยทูลกระหม่อมทรงพระราชดำริว่าสมเด็จพระเทพสิรินทราฯทรงเป็นเชื้อ สายมอญแต่จะเป็นทางไหนหม่อมฉันไม่ทราบเคยได้ยินแต่ชื่อพระญาติคนหนึ่งเรียกว่า "ท้าวทรงกันดาล ทรงมอญ"ว่าเพราะเป็นมอญพระองค์คงจะทราบดีว่าคงเป็นเพราะเหตุ นั้น งานพระศพพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ 5 จึงโปรดให้มีปี่พาทย์มอญเพิ่มขึ้นโดยเป็น เชื้อสายของสมเด็จพระเทพสิรินทราฯ คนภายนอกอาจจะเอาอย่างงานพระศพหลวงไป เพิ่มหรือไปหาเฉพาะปี่พาทย์มอญมาทำในงานศพโดยไม่รู้เหตุเดิมแล้วจึงทำตามกันต่อ มาจนพากันเข้าใจว่างานศพต้องมีปี่พาทย์มอญจึงจะเป็น "ศพผู้ดี"เหมือนกับเผาศพต้อง จุดพลุญี่ปุ่นกันแพร่หลายอยู่คราวหนึ่ง อันที่จริงปี่พาทย์มอญนั้นชาวมอญเขาก็ใช้ทั้งใน งานมงคลและงานศพเหมือนกับปี่พาทย์ไทย กลองคู่กับปี่ชวา และ ฆ้อง ประสมกันซึ่ง เรียกว่า "บัวลอย" ก็ใช้ทั้งงานศพและงานมงคล"

หนังสือเพลงดนตรี ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2538 เรื่อง "ปี่พาทย์มอญและ เพลงมอญ" หน้า 55 - 65 เขียนโดย อาจารย์อานันท์ นาคคง ได้กล่าวถึงการแพร่ขยาย และความนิยมในการบรรเลงปี่พาทย์มอญตามวัดต่างๆไว้ดังนี้
"บุคคลสำคัญซึ่งเป็นตำนานของปี่พาทย์มอญที่สมควรกล่าวถึงมีอยู่ 2 คน คือ ครูสุ่ม เจริญดนตรี และ ครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ประวัติของครูสุ่ม นั้นค่อนข้างสับสน กล่าวกันว่าท่านเป็นคนมอญที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในราว รัชกาลที่ 5 - 6 ท่านเป็นผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญเพลงมอญและได้นำฆ้องวงของมอญเข้ามาด้วย ครูสุ่มได้ตั้งบ้านเรือนและสำนักดนตรีอยู่ที่ถนนหลานหลวงตรงกับบริเวณหัวมุมสะพานนางร้องไห้ หรือที่ตั้งของกรมโยธาธิการในปัจจุบัน และได้ถ่ายทอดวิชาการบรรเลง เพลงมอญให้กับนักดนตรีไทยเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะ ครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึ่งเป็นครูดนตรีไทยคนสำคัญคนหนึ่งของแผ่นดินรัตนโกสินทร์ ตั้งบ้านดนตรีไทยอยู่ละแวกไม่ไกลนักคือตรง "บ้านบาตร" อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย ย่านวังบูรพาฯ ครูหลวงประดิษฐไพเราะฯนั้นนับ ถือครูสุ่มว่าเป็นครูใหญ่ในเชิงปี่พาทย์มอญจึงหมั่นแวะไปมาหาสู่เรียนรู้เพลงกันอย่างสม่ำ เสมอจนต่อมาได้นำเอาความรู้เรื่องเพลงมอญไปขยายความต่ออย่างกว้างขวางโดยได้คิด ประดิษฐ์เพลงและเรียบเรียงเพลงไทยสำเนียงมอญขึ้นใหม่จนเป็นที่นิยมบรรเลงและขับ ร้องในหมู่นักดนตรีไทยรุ่นหลังๆกันสืบต่อมาเช่นเพลงชุดย่ำค่ำมอญที่ท่านเรียบเรียงขึ้น เป็นทางพิเศษมีการขยายเพลงเร็วหน้าเพลงย่ำค่ำขึ้นอีกและทำ "ทางเดี่ยว" สำหรับเครื่อง ดนตรีต่างๆในวงให้แสดงฝีมือกันอย่างถึงอกถึงใจ รวมทั้งการทำ "ทางเปลี่ยน" สำหรับ เพลงสำเนียงมอญอื่นๆอีกจำนวนมากให้มีรสชาติลีลาที่ลึกซึ้งเป็นที่ติดอกติดใจแก่ผู้ฟัง นอกจากนี้ยังมีผู้กล่าวกันอีกว่า ครูหลวงประดิษฐไพเราะฯ นั้น เป็นผู้ริเริ่มการประโคม ปี่พาทย์มอญตามวัดสำคัญๆในกรุงเทพฯ เช่นวัดเทพศิรินทร์และวัดไตรมิตร เป็นต้นโดย การนำเอาเครื่องปี่พาทย์ไทยชนิด ลงรักปิดทองสวยงาม เข้าไปผสมกับเครื่องมอญทำให้ เกิดความนิยมในการเอาปี่พาทย์มอญไปบรรเลงตามวัดต่างๆ อย่างแพร่หลายในยุคต่อมา"

5.1 วงปี่พาทย์มอญเครื่องห้า
ประกอบด้วย ระนาดเอก ฆ้องมอญ ตะโพนมอญ เปิงมางคอก และ เครื่องกำกับจังหวะ ได้แก่ ฉิ่ง ฉาบ โหม่ง

5.2 วงปี่พาทย์มอญเครื่องคู่
มีลักษณะเดียวกับวงปี่พาทย์มอญเครื่องห้า แต่เพิ่ม ระนาดทุ้ม และ ฆ้องมอญวงเล็ก

5.3 วงปี่พาทย์มอญเครื่องใหญ่
มีลักษณะเดียวกับวงปี่พาทย์มอญเครื่องคู่ แต่เพิ่ม ระนาดเอกเหล็ก และ ระนาดทุ้มเหล็ก


รูปแบบการจัดวางเครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์มอญมีความแตกต่างจากวงปี่พาทย์ ไทยบางประการกล่าวคือมีการสลับนำฆ้องมอญมาตั้งไว้หน้าระนาดทั้งนี้ อาจารย์อานันท์ นาคคง ได้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า
"เหตุผลของการกำหนดแบบแผนให้ฆ้องวงของมอญตั้งอยู่ด้านหน้าวงปี่พาทย์มอญ ในขณะที่วงปี่พาทย์ไทยชนิดอื่นๆจะตั้งฆ้องวงใหญ่และฆ้องวงเล็กอยู่หลังวงปี่พาทย์นั้นยัง ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้กำหนดและการตั้งวงปี่พาทย์มอญจริงๆจะเป็นเช่นนี้หรือไม่ อาจ จะเป็นเหตุผลเพื่อความสวยงามเมื่อมองจากด้านหน้าของวงเข้าไปคือ สวยทั้งร้านฆ้อง และ การดำเนินมือฆ้องในขณะที่บรรเลง หรือจะเป็นการให้เกียรติว่า ฆ้องมอญ คือตัวแทนของ วัฒนธรรมมอญที่เด่นชัดที่สุดในวงหรืออาจเป็นด้วยเสียงฆ้องมอญเบากว่าระนาดซึ่งตีด้วย ไม้แข็ง หรือฆ้องมอญมีบทบาทหน้าที่ในการขึ้นวรรคนำของเพลงประโคมก็ยังไม่มีการยืน ยันที่แน่นอน"
เครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์มอญประกอบด้วย
- ปี่มอญ 1 เลา
- ระนาดเอก 1 ราง
- ระนาดทุ้ม 1 - 2 ราง
- ฆ้องมอญวงใหญ่, กลาง, เล็ก จำนวนตามความเหมาะสม
- ตะโพนมอญ 1 ใบ
- เปิงมางคอก 1 ชุด
- โหม่ง 3 ใบ
- เครื่องกำกับจังหวะอื่นๆ
ทั้งนี้อาจเพิ่มเติม ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก เข้าไปเพื่อให้ครบตามรูปแบบของ วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ด้วยก็ได้

6. วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์
คือวงปี่พาทย์ผสมชนิดหนึ่ง มีต้นเค้าสืบเนื่องมาจาก การแสดงละครดึกดำบรรพ์ซึ่ง เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ร่วมกันปรับปรุงขึ้นโดย อาศัยแนวอุปรากร (Opera) ของตะวันตกเข้าประกอบ ละครนี้ได้ชื่อตามโรงละครซึ่งเจ้า พระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ตั้งชื่อว่า โรงละครดึกดำบรรพ์ ละครก็เรียกว่า ละครดึกดำบรรพ์ ด้วย วงปี่พาทย์ที่ใช้ประกอบการแสดงละครนี้จึงมีชื่อว่า "ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์" ประกอบ ไปด้วยเครื่องดนตรีที่มีเสียงทุ้มนุ่มนวลประสมเข้าด้วยกันให้เหมาะสมกับการแสดงละคร ดึกดำบรรพ์ดังนี้
- ระนาดเอก (ใช้ไม้นวม) 1 ราง
- ตะโพน 1 ใบ
- ระนาดทุ้ม 1 ราง
- กลองตะโพน 1 คู่
- ระนาดทุ้มเหล็ก 1 ราง
- ฉิ่ง 1 คู่
- ฆ้องวงใหญ่ 1 วง
- ซออู้ 1 คัน
- ฆ้องหุ่ย 7 ใบ
- ขลุ่ยอู้ 1 เลา
- ขลุ่ยเพียงออ 1 เลา
วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์นี้นอกจากจะมีการประสมวงในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไป จากลักษณะของวงปี่พาทย์ทั่วไปแล้วยังได้เปลี่ยนแปลงตำแหน่งของการวางเครื่องดนตรี อีกด้วยกล่าวคือ ตั้งระนาดเอกไว้ตรงกลางวง ระนาดทุ้มอยู่ขวา ระนาดทุ้มเหล็ก อยู่ซ้าย ฆ้องวงใหญ่อยู่หลัง ระนาดเอก

7) วงปี่พาทย์ไม้นวม
คือวงปี่พาทย์ที่ระนาดเอก ใช้ไม้นวมตีแทนไม้แข็ง เวลาบรรเลงจะได้ยินเสียง นุ่มนวลและ เพิ่มซออู้ 1 คัน รวมทั้งใช้ ขลุ่ยเพียงออ บรรเลงแทนปี่ บางโอกาสอาจจะใช้ กลองแขก 1 คู่ ตีเป็นเครื่องกำกับจังหวะ
8) วงปี่พาทย์เสภา
เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยนำมาบรรเลงร่วมกับ การเล่นเสภา ใช้กลองสองหน้าทำจังหวะหน้าทับ แทนตะโพนและกลองทัด