เครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดนั้นเชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากการยิงคันกระสุนหรือคันธนู
เพราะขณะที่น้าวสายคันกระสุนหรือสายธนูแล้วปล่อยให้ดีดลูกกระสุนหรือลูกธนูแล่นออกไปยังเป้าหมายนั้นจะได้ยินเสียงที่เกิดจากการสะบัดของสายด้วย
ต่อมาคงจะมีนักคิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีในยุคโบราณสังเกตเห็นว่า เสียงที่เกิดจากการดีดสะบัดสายธนูนั้นน่าจะนำมาทำเป็นเครื่องดนตรีได้
โดยนำเอาสายเอ็น หรือ สายไหมหลายๆเส้นมาขึงเรียงให้มีความตึงแตกต่างกันอยู่บนโครงร่างของเครื่องดนตรีที่มีลักษณะคล้ายกับหน้าไม้หรือธนู
เวลาใช้นิ้วมือดีดหรือกรีดไปตามสายเหล่านั้นก็จะเกิดเสียงเป็นทำนองดนตรีอันไพเราะน่าฟังจึงเกิดเครื่องดนตรีประเภท
"เครื่องดีด" ขึ้น
เครื่องดนตรีที่ใช้สายขึงดีดลักษณะนี้มีปรากฏทั่วไปในภูมิภาคต่างๆเช่น
ฮาร์พ (Harp) ของชาวยุโรป กู่เจิง
(Ku Zheng) ของชาวจีน วีณา ของ อินเดีย
ซองก็อก (พิณของพม่า) และ กระจับปี่
ของไทย เป็นต้น
การประดิษฐ์เครื่องดนตรีมิใช่ว่าจะมุ่งเน้นที่เสียงอันไพเราะเท่านั้น
ช่างดนตรียังใช้จินตนาการในเชิงศิลปะสอดแทรกเข้าไปในตัวของเครื่องดนตรีนั้นๆด้วยเป็นการแสดงถึงภูมิปัญญา
รสนิยมและความสามารถของช่างดนตรีแต่ละชนชาติ ดังนั้นแม้ว่าหลักวิชาในการสร้างเครื่องดนตรีจะคล้ายคลึงกันแต่รูปร่างลักษณะและความงดงามของตัวเครื่องดนตรีจะแตกต่างกันมาก
บางทีอาจจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ได้ตัวอย่างเช่น กู่เจิง หรือพิณจีนนั้นจะวางดีดในแนวนอนและเสียงสูงอยู่ด้านในใกล้ตัวผู้บรรเลง
ส่วน ซองก็อก หรือ พิณพม่า นั้นวางดีดในแนวตั้งและเอาเสียงต่ำไว้ด้านบนใกล้ตัวกับผู้บรรเลง
แต่พิณทั้ง 2 ชนิดมีหลักการขึงสายและวิธีดีดคล้ายคลึงกันมากรวมทั้งระบบการเรียงเสียงดนตรีก็คล้ายกันด้วย
ได้เห็นตัวจริงของพิณพม่า

ผมได้มีโอกาสเห็นตัวจริงของ
พิณพม่า ที่เรียกว่า ซองก็อก หรือ ซองกั้ก นี้เมื่อประมาณปลายปี พ.ศ.2530 โดย
คุณพัชรี ประคองพันธ์ ซึ่งเป็นผู้ปกครองของลูกศิษย์ผมคนหนึ่งได้นำเอาพิณพม่ามาให้ที่บ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของชมรมดนตรีไทยมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ
(ศร ศิลปบรรเลง) เธอเล่าว่าได้มาจากเพื่อนชาวต่างประเทศคนหนึ่งซึ่งไปทำงานอยู่ที่ประเทศพม่า
เธอไม่มีความรู้ว่าพิณชนิดนี้เล่นอย่างไรและเห็นว่าขณะนั้นผมได้นำเอา พิณจีน
(กู่เจิง) มาดีดเพลงไทยได้ไพเราะและเป็นที่นิยมกันจึงได้นำเอาพิณพม่าตัวนั้นมามอบให้เพื่อค้นคว้าหาวิธีดีดเพลงไทยแบบเดียวกับพิณจีนบ้าง
ผมจึงเริ่มศึกษาระบบการเรียงเสียงของพิณพม่าและพบว่าใช้ระบบ
โน้ต 5 ตัว เหมือนกับพิณจีน ซึ่งน่าจะเป็นเอกลักษณ์ของดนตรีทางภาคพื้นนี้ พิณพม่ามีทิศทางการเรียงเสียงแตกต่างออกไปจากพิณจีนคือเอาเสียงสูงไว้ด้านล่างส่วนเสียงต่ำจะอยู่สูง
ที่เป็นดังนี้ก็เพราะตัวพิณพม่านั้นออกแบบสำหรับอุ้มดีดและทำเป็นรูปคล้ายลำเรือมีคอพิณโค้งงอนขึ้นเป็นรูปครึ่งวงกลม
สายพิณพม่านั้นทำด้วยเส้นไหมหรือเส้นเชือกขนาดแตกต่างกันขึงโยงระหว่าคอพิณกับสันด้านล่างของกระพุ้งพิณ
ดังนั้นส่วนแคบที่สุดจึงไปอยู่ด้านล่างและเป็นตำแหน่งของเสียงสูงส่วนช่วงบนกว้างกว่าจึงเป็นเสียงทุ้ม
ตอนแรกที่คุณพัชรีนำพิณพม่ามาให้นั้นผมถามว่าชาวพม่าเรียกเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่าอะไร
คุณพัชรีบอกว่าชื่อ "ซองเก้า" (เข้าใจว่าจะเรียกตามสำเนียงของเพื่อนชาวต่างประเทศที่นำพิณพม่ามามอบให้)
ต่อมาภายหลังผมได้เข้าไปค้นประวัติของเครื่องดนตรีชนิดนี้ใน Internet พบว่าชาวพม่า
สะกดชื่อของเครื่องดนตรีนี้เป็นภาษาอังกฤษว่า Saung Gauk จึงน่าจะอ่านออกเสียงว่า
"ซองก็อก" หรือ "ซองกั้ก" อะไรทำนองนี้ละครับ
หากท่านผู้ใดต้องการจะอ่านบทความนี้ใน Internet ก็ให้ Search ที่คำว่า Saung
Gauk จะพบเว็บเพจนี้ครับ
ลักษณะของพิณพม่า

พิณพม่ามีลักษณะคล้ายลำเรือคือ ตัวพิณทำด้วยไม้ขุดเป็นร่องให้มีลักษณะกลวงด้านบนใช้หนังสัตว์บางๆขึงหุ้มปิดไว้จนตึง
ตรงกลางด้านบนตามแนวยาวทำเป็นสันไม้เจาะรูไว้สำหรับร้อยเชือกจำนวน 16 รู ตัวพิณครึ่งหนึ่งของด้านล่างทายางรักหรือสีดำส่วนขอบทำเป็นลวดลายลงรักปิดทองสวยงาม
บริเวณหนังด้านบนทาสีแดง คอพิณนั้นทำด้วยท่อนไม้ 2 ชิ้นต่อเข้ากันสนิทเป็นรูปโค้งงอขึ้นไปอย่างสวยงาม
ส่วนที่โค้งงอนนี้มักนิยมทำเป็นลวดลายลงรักปิดทองหรือบางทีก็ทำเป็นลวดลายอื่นๆตามรสนิยมของช่างผู้ประดิษฐ์
ถ้าเป็นพิณพม่ารุ่นเก่าจะขึงสายพิณยึดไว้ระหว่างรูที่เจาะไว้บนสันของกระพุ้งพิณกับบริเวณคอพิณโดยพันสายพิณม้วนรัดคอพิณไว้เป็นเปลาะๆ
ตรงสายพิณด้านนี้จะขมวดเป็นเชือกขนาดใหญ่ชุบสีแดงเพื่อให้จับดึงรั้งให้ตึงหรือหย่อนเพื่อปรับเทียงเสียงได้ตามต้องการ
แต่พิณพม่าในยุคปัจจุบันจะทำลูกบิดเล็กๆซ่อนไว้ทางด้านในของคอพิณเพื่อให้ใช้นิ้วมือหมุนปรับแต่งเสียงได้สะดวกขึ้น
ส่วนด้านนอกของคอพิณยังคงทำเป็นเปลาะเชือกพรางไว้ให้ดูเหมือนกับของเดิม
พิณพม่าตัวที่คุณพัชรีนำมามอบให้ผมนั้นเป็นพิณรุ่นใหม่
ซึ่งมีลูกบิดเล็กๆซ่อนไว้ผมจึงสามารถปรับแต่งเสียงได้ง่ายและสามารถนำมาบรรเลงเพลงไทยได้
หากเป็นพิณรุ่นเก่าซึ่งต้องใช้มือดึงรั้งเชือกขวั้นเพื่อปรับแต่งเสียงแล้ว ผมคงไม่สามารถนำพิณพม่ามาบรรเลงเพลงไทยได้เพราะเบื่อกับการขึ้นเสียงในแต่ละครั้ง
ทั้งยังเจ็บมือมากด้วยแถมเสียงยังลดง่ายด้วย การพัฒนาหรือปรับปรุงวิธีการบ้างตามสมควรนับว่าเป็นผลดีกับการเผยแพร่ดนตรีทุกชาติครับ
เสียงของพิณพม่า
เสียงของพิณพม่ามีเสน่ห์ตรงที่มีกังวานทุ้มนุ่มลึกเนื่องจากสายพิณทำด้วยเชือก
เชือกเล่านี้มีขนาดลดหลั่นแตกต่างกันจึงทำให้เสียงไพเราะน่าฟัง สายพิณพม่ามีจำนวน
16 สาย ขึงเรียงอยู่ในแนวเอียงสี่สิบห้าองศา ผู้บรรเลงสามารถใช้นิ้วมือดีดได้ทั้งสองข้างของพิณ
การเรียงของสายพิณพม่าเป็นระบบ โน้ต 5 ตัว เช่น ซอล-ลา-โด-เร-มี
หรือ โด-เร-ฟา-ซอล-ลา เป็นต้น หรืออาจจะเทียบเป็นระบบอื่นอีกก็ได้แต่เสียงการกรีดสายพิณจะไม่ไพเราะเท่าที่ควร
การเรียงในระบบโน้ต 5 ตัวนั้นจะให้เสียงที่ไพเราะน่าฟังมากเมื่อมีการกรีดสายพิณต่อเนื่องกัน
วิธีดีดพิณพม่า

ตอนที่ได้พิณพม่ามาจากคุณพัชรีนั้นผมไม่ทราบวิธีการดีดพิณหม่าเลยแม้แต่น้อย แต่คิดว่าคงไม่แตกต่างไปจากเครื่องดีดอื่นๆเท่าใดนัก
เมื่อพิจารณาดูลักษณะการเรียงเสียงและรูปร่างของพิณพม่าแล้วผมเข้าใจว่า นักดนตรีชาวพม่าคงจะอุ้มพิณนี้ไว้บนตักและดีดด้วยนิ้วมือขวาเป็นหลัก
ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดเดาไว้เพราะต่อมามีผู้ปกครองของลูกศิษย์อีกท่านหนึ่งชื่อ
คุณศุภมาศ ซึ่งไปทำงานที่ประเทศพม่าได้นำเอาวิดีโอเทปการบรรเลงพิณพม่ามาฝาก
วิดีโอเทปตลับนั้นคุณศุภมาศถ่ายเองโดยมีนักดนตรีผู้หญิงชาวพม่าแสดงการดีดพิณพม่าอย่างคล่องแคล่วชำนาญ
และเธอผู้นั้นอุ้มพิณพม่าไว้บนตักจริงๆ ผมสังเกตดูวิธีการใช้นิ้วดีดแล้วพบว่า
เธอจะใช้นิ้วชี้ในมือซ้ายคอยจิ้มกดสายพิณเพื่อบังคับระดับสูงต่ำของเสียงบางเสียง
ในขณะที่มือขวาใช้เพียง 3 นิ้วดีดสายพิณเป็นทำนองเพลง แนวการตั้งเสียงก็เป็นระบบโน้ต
5 ตัวดังที่ผมคิดไว้ โดยสังเกตได้จากตอนที่กรีดสายพิณจะมีเสียงไพเราะอ่อนหวานซี่งเป็นลักษณะเด่นของเครื่องดนตรีที่ตั้งเสียงด้วยระบบนี้
วิดีโอเทปนั้นบันทึกการบรรเลงพิณพม่าไว้หลายเพลง
ผมรู้สึกว่าทำนองเพลงที่บรรเลงด้วยพิณพม่านั้นส่วนใหญ่จะบรรเลงในแนวรวดเร็ว และดำเนินกลอนแบบด้นเสียงไปเรื่อยๆคล้ายกับทำนองเก็บในเพลงไทย
การบรรเลงในลักษณะนี้ นักดนตรีจะต้องมีความสามารถและมีความเชี่ยวชาญสูงจึงจะสามารถบรรเลงได้ดี
และคงต้องใช้เวลาฝึกมานานพอสมควรทีเดียวจึงจะบรรเลงได้อย่างนั้น
พิณพม่านั้นมีอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งซึ่งขายมาพร้อมกับตัวพิณคือ
"ขาตั้ง" ขาตั้งของพิณพม่านั้นมีลักษณะเป็นโครงไม้ลงรักปิดทองเหมือนตัวพิณ
มีปลายทั้งสองข้างงอเว้าเป็นรูปครึ่งวงกลมเพื่อรองรับกระพุ้งพิณทั้งส่วนหน้าและส่วนหลัง
เมื่อเลิกบรรเลงก็จะวางพิณพม่าไว้บนขาตั้งนี้แต่ผมกลับมีความคิดไปอีกแง่มุมหนึ่งว่า
สำหรับนักดนตรีไทยนั้น ถ้าจะนำพิณพม่ามาบรรเลงกับวงดนตรีของไทยควรจะวางไว้บนขาตั้งในขณะที่บรรเลงทั้งนี้ด้วยเหตุผล
3 ประการคือ
1. การวางบนขาตั้งมีความสะดวกกว่าเพราะสามารถเคลื่อนไหวมือทั้งสองข้างได้โดยอิสระ
2. เมื่อบรรเลงจบนักดนตรีสามารถก้มลงกราบได้ทันทีโดยไม่ต้องวางพิณพม่าตะแคงไว้บน
พื้นซึ่งดูไม่สวยงาม (บางทีนักดนตรีพม่าอาจจะไม่มีธรรมเนียมกราบเมื่อบรรเลงเสร็จคง
จะนั่งนิ่งอุ้มพิณพม่าไว้เฉยๆก็ได้)
3. ขาตั้งของพิณพม่านั้นมีส่วนสูงได้ส่วนพอดีกับการนั่งดีดดังในภาพที่เห็น

ในกรณีที่นั่งดีดกับพื้นผมจึงวางพิณพม่าไว้บนขาตั้งแต่ถ้าเป็นกรณีนั่งเก้าอี้จึงจะอุ้มดีดทั้งนี้ก็แล้วแต่ความเหมาะสมของการบรรเลง
ถ้าต้องอุ้มบรรเลงจะต้องเอาศอกขวากดไว้ที่บริเวณท้ายพิณเพื่อบังคับตัวพิณให้ตั้งตรงและเป็นการอุ้มกระชับตัวพิณให้มั่นคงขึ้นด้วย
เนื่องจากผมไม่ทราบวิธีการบรรเลงพิณพม่ามาก่อน
จึงอาศัยแนวทางในการดีดพิณจีนมาใช้กับการบรรเลงพิณพม่า และเนื่องจากพิณพม่ามีลักษณะการเรียงเสียงที่กลับทิศทางกับพิณจีนคือ
สายพิณพม่านั้นเรียงขึ้นลงในแนวดิ่ง โดยมีเสียงสูงอยู่ด้านล่างสุดผู้ที่เคยบรรเลงพิณจีนมาก่อนจึงต้องปรับเปลี่ยนความรู้สึกบ้างจึงจะดีดพิณหม่าได้ดี
ผมได้คิดวิธีการใช้นิ้วดีดพิณพม่าเอาเองโดยพิจารณาตามความสะดวกและความเหมาะสมในการใช้นิ้ว
นอกจากนั้นยังคำนึงถึงความสวยงามในการเคลื่อนไหวมือหรือกรีดนิ้วไปมาพร้อมทั้งตั้งชื่อเรียกวิธีการดีดนั้นๆไว้ด้วย
รูปแบบการดีดพิณพม่าที่ผมคิดไว้มี 12 แบบดังนี้
1. การดีดแบบ
กงจักร - ใช้ นิ้วนาง-นิ้วกลาง-นิ้วชี้-นิ้วหัวแม่มือ
ดีดสายพิณตามลำดับติดต่อกัน 4 สาย โดยเคลื่อนที่เป็นชุดๆ ทั้งมือซ้ายและมือขวา
โดย 3 นิ้วแรกดีดเข้าหาตัว ส่วนนิ้วหัวแม่มือดีดออกจากตัวหรือกดลงไป ดังนั้นนิ้วมือจึงเคลื่อนไหวคล้ายกับกงจักรกำลังหมุนไปข้างหน้า
2. การดีดแบบ
เหนี่ยวสายธนู - ใช้นิ้วหนึ่งนิ้วหรือสองนิ้วดีดสายพิณเข้าหาตัว
3. การดีดแบบ
หงส์ขยับปีก - ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วอื่นอีกหนึ่งนิ้วเหนี่ยวสายพิณพร้อมกัน
(งอนิ้วเข้าหากัน)
4. การดีดแบบ
ดินน้ำลมไฟ - ใช้ 4 นิ้วดีด 4 สายโดยข้ามตำแหน่งกัน
(ดีดเป็นคอร์ด)
5. การดีดแบบ
เด็ดดอกไม้ - ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้
หรือ นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลาง ดีดสายพิณสลับกัน
6. การดีดแบบ
ไต่ภูผา - ใช้ นิ้วชี้ และ นิ้วกลาง ดีดสายพิณสลับกัน
7. การดีดแบบ
นกยูงรำแพน - คือการใช้นิ้วกรีดสายพิณเป็นรูปครึ่งวงกลม
8. การดีดแบบ
สายฟ้าฟาด - คือการใช้นิ้วกรีดสายพิณเป็นแนวตรงอย่างรวดเร็ว
9. การดีดแบบ
พญานาคตวัดหาง - คือการใช้นิ้วมือกรีดสายพิณ
3 สายอย่างรวดเร็ว
10. การดีดแบบ
หยดน้ำค้าง - คือการใช้นิ้วกรีดสายพิณช้าๆแล้วดีดเน้นที่เสียงสุดท้าย
11. การดีดแบบ
ลมรำเพย - คือการกรีดสายพิณช้าๆโดยไม่เน้นเสียงใดๆ
12. การดีดแบบ
สะกดธรณี - คือการดีดสายพิณด้วยนิ้วมือขวาแล้วกดห้ามเสียงด้วยนิ้วมือมือซ้าย
(อาจจะกดพร้อมกัน หรือ กดหลังจากดีดก็ได้)
การขยายเสียง พิณพม่า
พิณพม่านั้นมีเสียงเบามาก
หากนำไปดีดบรรเลงกับเครื่องดนตรีอื่นๆจะไม่ได้ยินเสียง ดังนั้นจึงต้องหาวิธีขยายเสียงให้ดังขึ้นซึ่งมีข้อแนะนำดังต่อไปนี้![]()
1.
ใช้แผ่น Contact ขยายเสียง

แผ่น
Contact ที่ผมกล่าวถึง นี้คืออุปกรณ์ที่ใช้ติดเพื่อขยายเสียงกีต้าร์โปร่งทั่วไปมีหลายชนิดและหลายราคา
ที่ราคาสูงหน่อยก็ขยายเสียงได้ดีหน่อย ผมลองใช้แบบที่มาจากไต้หวันหัว Contact
เป็นเม็ดสีทองขนาดเท่าเม็ดกระดุมขนาดใหญ่ ให้คุณภาพเสียงดีเมื่อต่อกับเครื่องขยายเสียง
การใช้แผ่น Contact ติดพิณพม่าต้องมีวิธีการติดเป็นพิเศษคือ ให้ติดหน้าแผ่นแนบไว้กับบริเวณด้านข้างของแนวสันไม้ซึ่งใช้ยึดสายพิณด้านล่าง
แล้วใช้ดินน้ำมันธรรมดาหรือ ดินน้ำมันกาว ที่เรียกว่า "บลูแท็ค" ปั้นเป็นก้อนกลมกดปิดไว้ด้านนอกเพื่อให้แผ่น
Contact แนบสนิทอยู่กับสันได้นานๆ หากไม่ติดวัสดุอัดทับไว้แผ่น Contact จะหลุดออกมาง่ายเนื่องจากขณะที่ดีดจะมีแรงสั่นสะเทือนมาก
แม้ว่าตัวแผ่น contact จะมีวัสดุเหนียวเช่นกาวสองหน้าหรือดินน้ำมันกาวสำหรับติดแผ่น
contact มาให้ แต่เหมาะสำหรับใช้กับกีร์ต้าเท่านั้นไม่เหมาะกับการขยายเสียงพิณพม่า
2.
การใช้ Microphone

วิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะกับการดีดบันทึกเสียงเพราะให้เสียงที่ดีที่สุด
แต่ไม่ค่อยเหมาะกับการบรรเลงสดเพราะมักจะมีเสียงที่เรียกว่า feed back หรือเสียงหวีดครางของลำโพงขณะที่บรรเลงบ่อย
เนื่องจากเป็นการยากที่จะจัดทิศทางของไมโครโฟนและลำโพงเสียงให้สมดุลย์กัน นอกจากนั้นยังต้องเอาไมโครโฟนเข้าไปให้ใกล้ตัวพิณพม่ามากที่สุด
เพราะมีเสียงเบา แต่ก็ใกล้มากไม่ได้เพราะจะติดมือและแขนของผู้บรรเลง หากผู้บรรเลงไม่ระวังจะแกว่งมือหรือแขนไปโดนเอาไมโครโฟนได้
3.
การใช้ Wireless Microphone

สมัยนี้มีเครื่องรับสัญญานเสียงระบบวิทยุที่เรียกกันว่า
"ไมค์ลอย" หรือ "ไมโครโฟนไร้สาย" ซึ่งสะดวกสำหรับการขยายเสียงของพิณพม่ามากทีเดียว
แต่ต้องเลือกชนิดที่ตัวไมโครโฟนมีขนาดเล็กหรือมีที่เหน็บไมโครโฟนด้วยจึงจะดี
ถ้าเป็นชนิดที่ทำเป็นรูปไมโครโฟนแบบมือถือก็จะไม่สะดวกเพราะไม่สามารถติดกับตัวพิณพม่าได้
ไมโครโฟนไร้สายที่ว่านี้มีขนาดเล็กกระทัดรัดทั้งตัวเครื่องรับและเครื่องส่ง เราจะสอดตัวไมโครโฟนเข้าไปในช่องกลมๆซึ่งอยู่ด้านบนของตัวพิณ
(พิณพม่าจะมีช่องที่ว่านี้ทุกเครื่อง) แล้ววางตัวเครื่องส่งซึ่งมีขนาดเท่าสำรับไพ่ป๊อกซ่อนไว้ใต้พิณพม่า
ส่วนเครื่องรับซื่งมีขนาดเท่ากลักไม้ขีดไฟนำไปเสียบติดไว้ที่เครื่องขยายเสียงที่ใดก็ได้ในรัศมี
50 ฟุตก็จะรับสัญญานเสียงได้ชัดเจนดี การใช้เครื่องขยายสัญญานแบบนี้สะดวกและได้ผลดีมากกว่าแบบอื่น
(โปรดสังเกตขนาดของเครื่องกับขนาดของปากกา)
เริ่มออกบรรเลงพิณพม่าครั้งแรก

ผมทดลองดีดพิณพม่าเป็นเพลงไทยได้แล้วก็เริ่มสอนลูกศิษย์ที่สนใจให้ดีดพิณพม่าบ้าง
โดยสั่งซื้อพิณพม่าจากจังหวัดแม่สอดซึ่งอยู่ติดชายแดนพม่าและเลือกสั่งเฉพาะรุ่นที่มีลูกบิดสายเท่านั้น
พิณพม่ารุ่นนั้นฝีมือการประดิษฐ์ยังไม่ค่อยดีนัก หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเป็นสินค้าเกรดสองที่นำมาขายให้แก่นักท่องเที่ยวซึ่งมักจะซื้อเอาไปเป็นเครื่องประดับบ้าน
เพราะเห็นว่ารูปร่างสวยแปลกตาดีแต่ไม่สามารถจะดีดเป็นเพลงได้เนื่องจากไม่มีลูกบิดปรับสายบ้าง
ลูกบิดไม่สามารถหมุนได้บ้างหรือเกลียวลูกบิดเป็นสนิมบ้าง ดังนั้นจึงต้องเสี่ยงดวงสั่งซื้อหรือไม่ก็ต้องลงทุนเดินทางไปเลือกซื้อเองที่จังหวัดแม่สอด
มีเด็กนักเรียนของผมซื้อพิณพม่ามาฝึกกันหลายคน รวมทั้งลูกสาวคนโตของคุณพัชรี
ประคองพันธ์ ที่ชื่อ ธีรนันท์ ประคองพันธ์
ด้วย
ผมเริ่มฝึกลูกศิษย์ให้ดีดพิณพม่าไปได้ไม่นานนัก
ก็มีเหตุน่าเศร้าสลดใจเกิดขึ้นกับครอบครัวของผมคือ คุณหญิงชิ้น
ศิลปบรรเลง ซื่งเป็นคุณป้าของผมได้ถึงแก่กรรมและตั้งศพพร้อมทั้งทำพิธีสวดที่วัดเทพศิรินทร์ฯ
ผมจึงนำวงดนตรีไทยผสมพิณพม่าไปร่วมบรรเลงในงานสวดศพด้วย ซึ่งนับว่าเป็นการนำพิณพม่าออกบรรเลงเป็นครั้งแรกโดยบรรเลงเพลงธรณีร้องไห้และช้าโหย
มีคนสนใจเสียงพิณพม่ากันมากชมว่าไพเราะนุ่มนวลน่าฟัง นักข่าวสถานีโทรทัศน์สีช่อง
3 ซึ่งไปถ่ายข่าวที่งานศพยังถ่ายภาพวงดนตรีพิณพม่านี้ไปออกอากาศด้วย นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้นำเอาพิณพม่ามาบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีไทย
คือ ซอด้วง ซออู้ และเรียกว่า "วงเครื่องสายผสมพิณพม่า"

ต่อมาผมได้นำพิณพม่าไปบรรเลงในโอกาสต่างๆอีกหลายงาน
ซึ่งล้วนได้รับความสนใจจากผู้ฟังมากทีเดียวและมีคนมาขอเรียนดีดพิณชนิดนี้กับผมมากขึ้นจนถึงปัจจุบัน
เด็กนักเรียนที่เรียนดีดพิณพม่ากับผมในรุ่นแรกนั้นส่วนใหญ่จะเคยฝึกดีดพิณจีนหรือ
กู่เจิงกับผมมาแล้ว ดังนั้นจึงสามารถดีดพิณพม่าได้โดยไม่ยากนัก และทุกคนต่างก็ซื้อพิณพม่าเป็นของตนเอง
ราคาของพิณพม่าในตอนนั้นอยู่ในราวตัวละประมาณสามพันบาท ซึ่งถูกกว่าพิณจีนมากจึงมีเด็กซื้อมาฝึกเรียนกันหลายคน


ผมได้นำพิณพม่ามาบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีไทยวงเครื่องสาย
และได้ไปบันทึกเสียงออกอากาศที่ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษาที่ถนนศรีอยุธยาหลายเพลงด้วยกัน
เด็กรุ่นนั้นสามารถบรรเลงได้ไพเราะน่าฟังสร้างความประทับใจและความแปลกใจให้กับผู้ฟังไม่น้อย
มีผู้ฟังโทรศัพท์มาถามหลายรายด้วยกันว่าจะหาซื้อพิณพม่าได้ที่ไหน และจะมาเรียนได้หรือไม่
ซึ่งผมก็แนะนำไปสถานที่ซื้อไปทุกราย ต่อมาการเดินทางไปจังหวัดแม่สอดไม่สะดวก
เพราะมีการปิดพรมแดนไทยพม่าหลายครั้งเนื่องจากปัญหากระทบกระทั่งกันของชน กลุ่มน้อยในบริเวณนั้น
ผู้เรียนพิณพม่าตอนนั้นจึงน้อยลงประกอบกับเด็กรุ่นแรกที่ผมสอนต่างก็เรียนหนังสือสูงขึ้นไม่ค่อยมีเวลามาฝึกซ้อม
วงพิณพม่าจึงไม่ค่อยได้ออกแสดงที่ใดอีก
น่าแปลกที่พิณพม่านั้นบรรเลงดีดในแนวตั้งเช่นเดียวกับ
Harp แต่เอาเสียงสูงไว้ด้านนอกห่างจากตัวส่วน Harp นั้นเอาเสียงสูงไว้ใกล้ตัวและเอาเสียงต่ำไว้ด้านนอก
นี่อาจจะเป็นความแตกต่างกันในเรื่องความถนัดของชาติตะวันตกกับชาติตะวันออก ซึ่งมักจะมีความตรงกันข้ามอยู่บ่อยๆเช่น
การปอกผลไม้ชาวตะวันตกจะปอกโดยหันคมมีดเข้าหาตัว ในขณะที่ชาวตะวันออกจะปอกโดยหันคมมีดออกไปจากตัว
รวมทั้งการขับรถชิดซ้ายชิดขวาหรือการนับจังหวะหนักของห้องดนตรีก็จะเป็นตรงกันข้ามเช่นเดียวกัน
นอกจากจะตรงกันข้ามในเรื่องของการเรียงเสียงสูงต่ำแล้วรูปร่างลักษณะยังแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงด้วย
แต่เครื่องดนตรีทั้งสองชนิดก็มีความสวยงามและมีเสียงไพเราะน่าฟังเมือนกัน เป็นการแสดงออกถึงภูมิปัญญาในการประดิษฐ์คิดค้นของแต่ละชาติที่มีอารยธรรมแตกต่างกัน
ผมนำพิณพม่าออกบรรเลงร่วมกับวงดนตรีไทยบ้าง
บรรเลงเดี่ยวบ้าง หลายต่อหลายงานจนห้องบันทึกภาพโทรทัศน์ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราชมีความสนใจ
เชิญไปบันทึกภาพการบรรเลงเพลงไทยด้วยเครื่องดนตรีแปลกๆเช่น พิณพม่า
และ พิณจีน ที่ห้องบันทึกภาพของมหาวิทยาลัย
ผมได้นำลูกศิษย์ไปบรรเลงบันทึกการดีดพิณพม่า และพิณจีนไว้หลายเพลง รวมๆแล้วประมาณ
2 ตลับวิดีโอเทปครับ อย่างในภาพนี้เป็นการบรรเลงเพลงลาวสร้อยลำปาง ๒ ชั้นใช้พิณพม่า
๒ ตัวบรรเลงคนละแนวทาง ร่วมกับ ซอด้วง ซออู้ ฉิ่ง
และ โทนรำมะนา นอกจากนั้นยังมีการบรรเลงเดี่ยวพิณพม่าด้วย
นักดนตรีทุกคนที่ไปบันทึกการบรรเลงครั้งนั้นล้วนเป็นสมาชิกของชมรมดนตรีไทย มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ
(ศร ศิลปบรรเลง) และเป็นลูกศิษย์ของผมทั้งสิ้น

หลังจากบันทึกแล้ว ทางมหาวิทยาลัยคงจะนำภาพการบรรเลงวงพิณพม่านี้ไปออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เพื่อเผยแพร่ในโอกาสต่อไป
ซึ่งผมไม่ทราบว่านำไปออกรายการใดบ้างแต่ทางมหาวิทยาลัยได้ทำสำเนาวิดีโอเทปการบรรเลงทั้งหมดมาให้ผมด้วยหลายชุด

ปัจจุบันก็ยังมีผู้ที่สนใจมาฝึกดีดพิณพม่ากับผมอยู่พอสมควร
ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กนักเรียนซึ่งเป็นสมาชิกของชมรมดนตรีไทยมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะฯ
ผมถ่ายภาพลูกศิษย์รุ่นแรกที่ฝึกดีดพิณพม่าไว้หลายคนจึงนำมาลงไว้ในบทความนี้ด้วย
เพื่อเป็นข้อมูลและเป็นการให้เกียรติว่าเด็กเหล่านี้เป็นผู้ที่ริเริ่มบรรเลงพิณพม่าด้วยเพลงไทยเป็นกลุ่มแรกครับ
ภาพนักดนตรีที่เรียนพิณพม่าเป็นกลุ่มแรก

พิณพม่านั้นมีบางคนกล่าวว่าแต่เดิมอาจจะไม่ใช่ของพม่าก็ได้
โดยพิจารณาจากรูปร่างลักษณะของตัวพิณ ซึ่งมีความอ่อนช้อยสวยงามขัดกับศิลปะของพม่าซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีลักษณะเช่นนี้
กล่าวคือ ศิลปะพม่าจะมีลักษณะรูปทรงเหลี่ยมและอ้วนหนาเช่น เจดีย์ วัด หรือ ลวดลายตามอาคารบ้านเรือนทั่วไปในประเทศพม่าปัจจุบัน
ส่วนลักษณะศิลปะที่อ่อนช้อยกลับเป็นของชนชาติ มอญ
ซึ่งเคยรุ่งเรืองอยู่ในบริเวณนั้นมาก่อน งานศิลปะของมอญจะมีความอ่อนช้อยดังจะเห็นได้จาก
ฆ้องมอญ ซึ่งมีรางโค้งงอนขึ้นมาทั้งสองข้างนับว่ามีลักษณะของงานช่างศิลป์ที่คล้ายกับพิณพม่ามากทีเดียว
แต่เนื่องจากมอญพ่ายแพ้แก่พม่าและถูกกลืนชาติไปเป็นส่วนใหญ่จนปัจจุบันไม่มีประเทศมอญแล้ว
อารยธรรมหรืองานศิลปะของพม่าและมอญจึงผสมกลมกลืนกันไปหมดจนไม่ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน
ไม่ว่าพิณที่มีรูปร่างอ่อนช้อยสวยงามและมีเสียงไพเราะนี้จะเป็นของ
พม่า หรือ มอญ ก็ตามแต่เมื่อนำมาบรรเลงเพลงไทยแล้วก็เป็นการเพิ่มสีสันของเพลงไทยให้แปลกใหม่ออกไปได้มากทีเดียวครับ