ตำนานเดี่ยวขิมเพลงลาวแพน
ทางของ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

เรียบเรียงโดย ชนก สาคริก

บทที่ ๑ ความเป็นมาของเพลงลาวแพน
เพลงลาวแพนเป็นเพลงที่นักดนตรีนิยมนำมาบรรเลงเป็นเพลงเดี่ยวอวดฝีมือกันมากเพลงหนึ่ง ประวัติเดิมนั้นเล่ากันว่า เพลงนี้มีต้นเค้ามาจากเพลงที่นิยมร้องเล่นกันในหมู่เชลยชาวลาวที่ไทยกวาดต้อนมาจากเมืองเวียงจันทร์ในสมัยตอนต้นๆของยุครัตนโกสินทร์ ท่วงทำนองเพลงนี้มีทั้งความอ่อนหวานรำพึงรำพันและโศกเศร้าระคนกัน จะเห็นได้จากเนื้อร้องเดิมที่บรรยายถึงความยากลำบากทุกข์ระทมใจที่ต้องจากบ้านเมืองมาอยู่ในต่างแดน ต่อมานักดนตรีไทยเห็นว่าเพลงนี้มีท่วงทำนองแปลกไพเราะน่าฟังจึงนำมาปรุงแต่งเสียใหม่ให้เข้ากับอรรถรสของบทเพลงไทยที่มีสำเนียงลาว และเนื่องจากเค้าโครงของเพลงนี้มีลักษณะพิเศษที่เปิดโอกาสให้ปรุงแต่งท่วงทำนองที่แปรเปลี่ยนไปได้มากมายหลากหลายรูปแบบ จึงมีการคิดประดิษฐ์ทางเพลงที่แตกต่างกันออกไปหลายแนวทางด้วยกัน เมื่อรวมกับการที่นำเพลงลาวแพนไปบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีต่างชนิดกันยิ่งทำให้แนวทางการบรรเลงมีความแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีท่วงทำนองส่วนใหญ่นั้นยังคงมีเอกลักษณ์ที่คล้ายคลึงกันอยู่มาก เช่นตอนท้ายเพลงจะต้องมีการบรรเลงด้วยท่วงทำนองที่สนุกสนานเร้าใจที่เรียกกันว่า "ออกซุ้ม" ก่อนที่จะจบการเดี่ยว
เครื่องดนตรีใน วงเครื่องสาย ที่นิยมนำเพลงลาวแพนมาปรุงทางเพื่อบรรเลงเดี่ยวอวดฝีมือกันนั้นที่สำคัญๆก็คงจะมี จะเข้ และ ขิม เนื่องจากเครื่องดนตรีทั้งสองชนิดดังกล่าว สามารถทำเสียงประสานกันในตัวเองให้มีท่วงทำนองคล้ายคลึงกับเสียงแคน จึงสามารถสื่อความหมายของบทเพลงให้ออกรสชาติเป็นสำเนียงลาวได้มากกว่า ซอด้วง ซออู้ หรือ ขลุ่ย
สมัยที่ผมยังเป็นเด็กมักจะได้ยินคุณพ่อของผม (พระมหาเทพกษัตรสมุห - เนื่อง สาคริก) ร้องเนื้อเพลงลาวแพนให้ฟังบ่อยๆ ตอนขึ้นต้นผมจำเนื้อร้องไม่ได้ จำได้แต่ตอนท้ายเพลงที่ร้องว่า
…บักไทยมันเฆี่ยน บักไทยมันเฮ้า จนหลังจนไหล่ของข้อยนี่ลาย…ต้องไปจับกบขาเหยียดๆ…อีกทั้งเขียดขายาวๆ… จับมาต้มกินกับข้าว โอ้เป็นกรรมของเรา เพราะว่าเจ้าเวียงจันทร์… พอร้องจบดนตรีก็รับแล้วออกเดี่ยวเพลงลาวแพนไปเลย
เมื่อพิจารณาดูจากเนื้อร้องนี้แล้วก็ดูจะมีเค้าสมจริงที่ว่า ทำนองเพลงลาวแพนมีต้นกำเนิดมาจากพวกเชลยลาวจากเมืองเวียงจันทร์นี่เอง แต่นักดนตรีไทยคงจะนำมาดัดแปลงและแต่งเติมเสียใหม่จนเป็นเพลงลาวแพนแบบของไทย
ประวัติของเพลงลาวแพนบางกระแสก็กล่าวว่า เพลงนี้น่าจะมีต้นเค้ามาจากการฟ้อนของชาวพื้นเมืองทางภาคอิสานที่เรียกว่า "ฟ้อนแพน" คือการรำฟ้อนเลียนแบบนกยูงที่กำลังแพนหางหรือคลี่หางกางออกมาเป็นรูปพัดสวยงาม ผู้ฟ้อนจะแต่งกายเลียนแบบนกยูงด้วย และทำนองเพลงที่ใช้ร้องหรือเป่าแคนประกอบการฟ้อนแพนนั้นมีสำเนียงลาวปนอยู่ จึงเรียกเพลงนั้นว่า "ลาวแพน" ซึ่งความจริงจะเป็นอย่างไรนั้นผมก็ไม่ทราบแน่ชัด เพียงแต่เคยได้ยินท่านผู้ใหญ่บางท่านเล่าให้ฟัง
ดังที่ได้เล่าไปแล้วว่าผมเคยได้ยินคุณพ่อร้องส่งเพลงลาวแพนให้คุณแม่ (นางมหาเทพกษัตรสมุห - บรรเลง สาคริก ดีดจะเข้รับเท่านั้น แต่มาได้ทำนองเพลงลาวแพนจริงๆในภายหลังเมื่อผมเริ่มหัดตีขิมได้ไม่นานนัก นี่ก็คือสาระเรื่องราวของ "ตำนานเดี่ยวขิมเพลงลาวแพน ทางของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)" ซึ่งผมตั้งใจจะบันทึกเอาไว้เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ทราบ
ทางเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นทางเดี่ยวขิมที่คุณตาของผมคือท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้ต่อให้กับคุณแม่ของผมเป็นพิเศษเพียงคนเดียวเท่านั้น คุณแม่ของผมเป็นบุตรสาวคนที่สองของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะฯชื่อสกุลเดิมคือ บรรเลง ศิลปบรรเลง (เป็นบุตรคนรองจากคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ที่เป็นบุตรสาวคนโต) ต่อมาท่านแต่งงานกับคุณพ่อจึงเปลี่ยนชื่อนามสกุลมาเป็น "บรรเลง สาคริก"
สาเหตุที่คุณแม่ผมได้ต่อเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนจากคุณตานั้นท่านเล่าให้ฟังว่า… สมัยก่อนตอนที่อยู่บ้านหน้าวังบูรพาฯนั้น ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะฯสอนเฉพาะเครื่องปี่พาทย์ไม่ได้สอนเครื่องสาย เมื่อคุณแม่ผมอยากจะหัดตีขิมคุณตาท่านก็บอกว่า "ไม่ต้องหัดหรอกตีไปเดี๋ยวก็เป็นเอง" แต่คุณแม่ผมก็แอบตามเพื่อนของท่านคนหนึ่งไปขอเรียนตีขิมกับ ครูวิเวก จุลมากร ซึ่งเป็นครูสอนตีขิมที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งในยุคนั้น เมื่อครูวิเวกทราบว่าคุณแม่เป็นลูกสาวของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ก็เกรงใจไม่กล้าสอนเพลงเดี่ยวสำคัญๆให้ได้แต่ต่อเพลงทางขิมพื้นๆให้เท่านั้น คุณแม่ผมจึงฝึกหัดตีด้วยตัวเองเองเป็นส่วนใหญ่ ครั้นคุณตาได้เห็นคุณแม่ตีขิมทางกระโดดไปกระโดดมาท่านก็บอกว่าตีแบบนั้นไม่น่าฟัง แล้วจึงเริ่มสอนตีขิมให้คุณแม่ ต่อมาไม่นานนักท่านจึงต่อเพลงเดี่ยวลาวแพนให้คุณแม่ และเนื่องจากคุณแม่เป็นนักร้องท่านจึงต่อทางร้องเพลงลาวแพน และทำทางพิเศษสำหรับเดี่ยวคลอร้องให้เป็นพิเศษด้วย ทางที่ใช้บรรเลงคลอร้องนี้ต่อมาเรียกว่า "ว่าดอกเพลงลาวแพน" เป็นการเรียกเชิงเปรียบเทียบเพราะเนื้อร้องเพลงลาวแพนนั้นไม่ได้มีการว่าดอกแต่อย่างใด ธรรมดาเพลงที่มีการว่าดอกนั้นเมื่อถึงตอนที่ "ว่าดอก" เครื่องดนตรีจะบรรเลงให้เหมือนคำร้องมากที่สุด เป็นการแสดงฝีมือของนักดนตรีว่าสามารถบรรเลงทำนองดนตรีให้เหมือนทำนองร้องได้แนบเนียนสมจริง ทำนองคลอร้องเพลงลาวแพนที่กำลังกล่าวถึงนี้ก็มีลักษณะคล้ายกันคือ ผู้บรรเลงจะต้องกรอสายขิมให้มีท่วงทำนองเหมือนการเอื้อนคำร้องเพลงลาวแพนตั้งแต่ต้นไปจนจบ คือตั้งแต่คำร้องที่ขึ้นต้นว่า "น้ำกาหลงใส ไหลหลั่ง ควะควั่งคว้าง" ไปจนถึงประโยคที่ร้องว่า "อ้ายนี่เอ๋ยแสนกันดาร" โดยดำเนินทำนองเหมือนคำร้องทุกประการ หลังจากนั้นจึงจะเริ่มทำนองเดี่ยวเพลงลาวแพนต่อไปจนจบ
ทางเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) แบ่งการบรรเลงออกเป็น ๔ ส่วนตามลำดับดังนี้คือ เพลงลาวแพน, เดี่ยวลาวสมเด็จ, เพลงลาวแพนน้อย (สาวตกกี่) และ ออกทำนองซุ้ม เป็นอันดับสุดท้าย ส่วนทำนองเดี่ยวนำก่อนที่จะขึ้นเพลงลาวแพนนั้นผมเป็นคนแต่งเพิ่มเติมขึ้นเมื่อคราวที่ออกแสดง ขิมหมู่ 60 คนเพลงลาวแพน ณ โรงละครแห่งชาติในงานฉลองครบรอบร้อยปีเกิดของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะฯช่วงวันที่ ๖ ถึง ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๔
ทางเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะฯ นั้นมีแนวการดำเนินทำนองเพลงที่แตกต่างไปจากทางเดี่ยวของครูท่านอื่นคือ เมื่อเริ่มบรรเลงเพลงลาวแพนนั้นแนวเพลงจะค่อยๆดำเนินไปอย่างช้าๆและค่อยๆเร็วขึ้นตามลำดับ เมื่อจบทำนองลาวแพนแล้วจึงออกแนวโลดโผนพิสดารโดยบรรเลงเพลงลาวสมเด็จในลักษณะที่พลิกแพลงพิสดารและรุกเร้า พอจบเพลงลาวสมเด็จจึงออกเพลงลาวแพนน้อยโดยบรรเลงทางธรรมดาต่อจากนั้นจึงบรรเลงทำนองซุ้มเป็นอันดับสุดท้าย มีพิเศษอยู่นิดหนึ่งตอนที่จะเริ่มเพลงลาวแพนคือ ถ้าไม่ได้บรรเลงสวมร้องจะขึ้นแบบลักจังหวะในประโยคแรก แต่ถ้าบรรเลงสวมจากร้องต้องเพิ่มทำนองอีกวรรคหนึ่งเพื่อให้ลงกับจังหวะหน้าทับพอดีมิฉนั้นจะคร่อมจังหวะ
ดังที่ได้เล่าไปแล้วว่าผู้ที่ได้เดี่ยวขิมเพลงลาวแพนทางนี้ในรุ่นแรกมีเพียงคนเดียวคือคุณแม่ของผม (บรรเลง สาคริก) ส่วนรุ่นที่สองถัดมาก็คือตัวผมซึ่งได้เพลงนี้เพียงคนเดียวอีกเช่นกัน จะขอเล่าถึงเรื่องราวและเหตุที่ผมได้ต่อเพลงลาวแพนไว้ตรงนี้สักนิดคือ เมื่อผมเริ่มฝึกหัดตีขิมไปได้ไม่นานนัก วันหนึ่งคุณแม่ท่านพูดกับผมว่า "ตั๊ก..คุณแม่จะต่อเพลงลาวแพนให้..เป็นทางที่คุณตาทำไว้สำหรับขิมโดยเฉพาะ เดี๋ยวคุณแม่จะลืมเสียก่อน" ผมจึงได้เริ่มต่อขิมเพลงลาวแพนตั้งแต่ตอนนั้น ยังจำความรู้สึกได้ดีว่ามันยากลำบากมาก เพราะตอนนั้นผมเพิ่งจะบรรเลงขิมได้ไม่กี่เพลง มือยังไม่ชำนาญพอที่จะบรรเลงเพลงเดี่ยวซึ่งต้องใช้กลวิธีในการบรรเลงที่วิจิตรพิสดารมากมายหลายรูปแบบ แต่ก็พยายามตั้งใจฝึกฝนเต็มที่ ผลดีของการได้ต่อเพลงลาวแพนนี้ก็คือทำให้ผมสามารถบรรเลงขิมได้ดีขึ้นมากทีเดียว ตอนนั้นได้ต่อเฉพาะทางเครื่องเท่านั้น ทางคลอร้องหรือว่าดอกลาวแพนยังไม่ได้ต่อ มาต่อเอาในภายหลังเมื่อผมเรียนทางร้องเพลงไทยได้แล้ว
เมื่อผมต่อเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนทางนี้จบแล้วจึงมาคิดว่า ผลงานเพลงของคุณตาชิ้นนี้อาจจะสูญหายไปได้หากไม่ได้ต่อไว้ให้กับเยาวชนดนตรีไทยรุ่นหลังสืบไป สาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เพลงเดี่ยวที่สำคัญๆหลายเพลงสูญหายไปก็คือ เพลงเดี่ยวลักษณะนี้ไม่นิยมบันทึกไว้เป็นโน้ต ซึ่งอาจจะเป็นเพราะความยุ่งยากในการที่จะหาวิธีสื่อความหมายการใช้มือที่สลับซับซ้อน หรืออาจจะเป็นด้วยความหวงแหนทางเพลงกลัวใครจะแอบมาคัดลอกเอาไปได้ง่ายๆจึงไม่มีการบันทึกเป็นโน้ตไว้
ผมจึงได้คิดวิธีเขียนโน้ตสำหรับการตีขิมขึ้นมาใหม่ ให้มีศักยภาพในการแสดงตำแหน่งการใช้มือที่สลับซับซ้อนได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ง่าย โน้ตนี้ต่อมาภายหลังได้เป็นรากฐานสำคัญในการเขียนซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ชื่อ "พิณผีเสื้อ" ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์สำหรับการฝึกตีขิมด้วยโปรแกรม Windows และได้รับรางวัลชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์สาขาปรัชญาจากสภาวิวัยแห่งชาติในปี พ.ศ.๒๕๓๙
การเรียนดนตรีนั้นหากไม่หมั่นฝึกซ้อมและทบทวนทำนองเพลงอยู่เสมอแล้วอาจจะลืมเพลงได้ง่ายๆ ดังนั้นคุณแม่จึงให้ผมไปช่วยสอนดนตรีตามสถาบันการศึกษาต่างๆที่ท่านและคุณป้าของผมคือ คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง สอนอยู่ในขณะนั้น มีโรงเรียนราชินีบน โรงเรียนวัดบวรนิเวศน์ และ โรงเรียนสตรีศรีอยุธยา ผมจึงได้อาศัยโน้ตขิมแบบใหม่ที่ผมคิดขึ้นมาช่วยในการสอนเด็กนักเรียนปรากฏว่าได้ผลดี เด็กสามารถใช้มือบรรเลงขิมได้อย่างถูกต้อง ผมจึงได้ใช้โน้ตนี้บันทึกทางเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนเอาไว้ โดยสามารถบันทึกวิธีการบรรเลงขิมเพลงลาวแพนได้อย่างถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ จึงพอจะเบาใจได้ว่าทางเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนทางนี้จะไม่สูญหายไปโดยง่ายแล้ว
แม้ว่าจะเบาใจไปเปลาะหนึ่งที่มีโน้ตบันทึกทำนองเพลงเอาไว้แล้ว แต่การถ่ายทอดเพลงนี้ให้กับศิษย์ก็ยังคงมีความสำคัญอยู่ ผมจึงต่อเพลงลาวแพนทางนี้ให้กับศิษย์ที่มีฝีมือเหมาะสมอยู่เสมอมา
จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.๒๕๒๔ ได้มีการจัดมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษเพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอย "ร้อยปีเกิด" ของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ขึ้น ณ โรงละครแห่งชาติ มีชุดการบรรเลง "ขิมหมู่" เพลงลาวแพนทางของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะฯร่วมบรรเลงด้วยโดยใช้นักดนตรีจำนวน ๕๘ คน ครูผู้ควบคุมฝึกซ้อมอีก ๔ คน รวมแล้วในปีนั้นมีผู้ที่สืบต่อเพลงเดี่ยวขิมลาวแพนทางของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะฯจำนวน ๖๒ คนด้วยกัน
ผู้ที่ได้ต่อเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนทางของหลวงประดิษฐไพเราะฯไปจากผมถือว่าเป็นผู้สืบต่อรุ่นที่ ๓ ซึ่งมีหลายต่อหลายรุ่นด้วยกัน จึงขอแบ่งเป็นกลุ่มๆเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น

(กรุณาติดตามอ่าน ตำนานเดี่ยวขิมเพลงลาวแพนต่อคราวหน้านะครับ)