(หน้า 3)

คราวนี้จะพูดถึงเรื่อง 3 ดี ข้อที่สามซึ่งเป็นข้อสุดท้ายนะครับ ดีข้อที่ 3 นี้คือต้องมีครูดีครับ คำว่า "ครูดี" นั้น หมายถึงครูที่มีทั้งความรู้และความสามารถในการถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ศิษย์ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังต้องเป็นผู้ที่กอร์ปไปด้วยองค์คุณของความเป็นครูคือมี คุณธรรม จริยธรรม และมี "พรหมวิหาร 4" ด้วย ไม่ใช่มีเพียงฝีมือดีแต่ถ่ายทอดความรู้ไม่ดี หรือมี ฝีมือดีสอนดี แต่ไร้คุณธรรม จริยธรรม หรือมโนธรรมของความเป็นครู ดังนี้ไม่อยู่ใช่ครูดีในความหมายที่ผมกำลังพูดถึงนะครับ แต่เป็น "ครูที่เก่ง" เท่านั้น หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าครูคนนี้ดีหรือไม่ ผมขอยกเอาคำสอนของคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง มาบอกเล่าให้ฟังกันดังนี้ครับ @@@@ ท่านสอนว่าการที่จะดูว่าคนไหนเป็นคนดีหรือไม่นั้นให้ดูตามหลักที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้ 3 ประการคือ

๑ ดูการปฏิบัติของคนผู้นั้นว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนหรือประโยชน์ท่าน
คือให้สังเกตดูว่าสิ่งที่เขาผู้นั้นกระทำมุ่งหมายประโยชน์เพื่อตนเองหรือประโยชน์ส่วนรวม หากการกระทำนั้นส่อเจตนาว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนหรือพวกพ้องของตนหรือเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักคุณธรรมจริยธรรมหรือจารีตประเพณีอันดีงามหรือกฏหมายของสังคม คนเช่นนี้ไม่น่าจะใช่คนดีหรือครูที่ดี

๒ ดูการพูดจาของคนผู้นั้นว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนหรือประโยชน์ท่าน
นอกจากการกระทำแล้วการพูดจายังแสดงถึงเจตนาของคนเราด้วย ให้พิจารณาดูวาจาที่คนผู้นั้นพูดในทำนองเดียวกับดูการกระทำในข้อที่ ๑ ว่าเป็นไปในทำนองไหนก็จะรู้นิสัยใจคอของเขาได้ไม่ยาก แต่การสังเกตพิจารณานั้นต้องดูไปนานๆและดูโดยปราศจากอคตินะครับ มีสุภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า …เดินทางไกลจึงจะรู้กำลังม้า นานเวลาจึงจะรู้น้ำใจคน… ดังนั้นต้องพิจารณาดูนานๆครับจึงจะเห็นนิสัยที่แท้จริงของคนผู้นั้น

๓ ดูเจตนาของคนผู้นั้นว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนหรือประโยชน์ท่าน
การดูเจตนาของคนนั้นก็ดูได้จากการพูดและการกระทำครับ เพียงแต่อย่าฟังเพียงที่เขาพูดหรือดูเฉพาะที่เขาทำ เราต้องพิจารณาประกอบไปด้วยตามหลักที่บอกไว้ในข้อหนึ่งนั่นแหล่ะครับ และดูนานๆดูซ้ำๆกันบ่อยๆ ถ้าพบว่าสิ่งที่เขาพูดหรือทำส่อเจตนาที่ไม่ดีก็แปลว่าไม่ใช่คนดีครับ @@@@ การพิจารณาดูแบบนี้ก็คือการพิจารณาดู กาย วาจา ใจ ของคนๆนั้นว่าพูดหรือทำไปเพื่ออะไร ก็จะสามารถรู้นิสัยใจคอหรือเจตนาของเขาได้ไม่ยากนักและรู้ได้ว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ แต่การพิจารณาจะต้องไม่มีอคติและต้องพิจารณาดูนานๆหน่อยครับ ถ้าจะหาครูดีอย่าดูเฉพาะที่ฝีมือเท่านั้น เพราะบางทีคนที่มีความสามารถอาจจะสอนไม่เก่งก็ได้หรือบางทีก็ไม่อยากสอนคนที่เพิ่งเริ่มหัด อันนี้เป็นช่องว่างที่ผมพบบ่อยๆ จึงนำมาเล่าให้ฟังครับ

เพื่อให้เข้าใจความหมายของคำว่า "ครู" ดีขึ้นผมขอนำเอาบางส่วนของบทความที่เคยเขียนไว้ในเรื่องการไหว้ครูของนักดนตรีไทยมาให้อ่านกันด้วย ลองอ่านดูนะครับ

สังคมของมนุษย์ในยุคแรกๆนั้นจะแบ่งแยกอาชีพกันค่อนข้างจะชัดเจนคือ ผู้ที่ร่างกายกำยำแข็งแรงก็ทำหน้าที่ล่าสัตว์เป็นทหารหรือทำงานที่ต้องใช้แรงงานมาก ผู้ที่อ่อนแอเช่นเด็กหรือผู้หญิงก็จะทำงานเบาๆหรืองานที่ปราณีตบรรจงเช่นการเย็บปักถักร้อยหรือหุงหาอาหารในหมู่บ้าน ดังนั้นคนในยุคโบราณจึงมีความรู้เฉพาะในเรื่องที่ตนถนัดเท่านั้น ต่อมาเมื่อสังคมมนุษย์ซับซ้อนมากขึ้นและความต้องการมีหลากหลายมากขึ้น จึงมีการแสวงหาความรู้จากผู้อื่นโดยการไปช่วยทำงานกับผู้นั้นเช่น ถ้าอยากเป็นชาวประมงค์ก็ต้องไปเรียนรู้กับผู้ที่มีความชำนาญในการจับปลา ถ้าอยากล่าสัตว์ก็ต้องไปเรียนรู้กับนายพราน หรือถ้าอยากทำเครื่องถ้วยชามก็ต้องไปเรียนกับช่างปั้น ดังนี้เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้คำว่า ครู จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก คือเราเรียกผู้ที่สอนให้เรามีความรู้ความชำนาญในการทำมาหากินว่า ครู สถานภาพของครูในยุคแรกๆนั้นมีความสำคัญและมีอำนาจค่อนข้างสูงทั้งนี้เพราะ ครูไม่จำเป็นต้องพึ่งศิษย์ ศิษย์ต่างหากที่ต้องพึ่งครู เพราะถ้าครูไม่สอนวิชาความรู้ให้ศิษย์ก็จะไม่สามารถทำมาหากินในวิชาชีพนั้นๆได้เพราะยังไม่มีหนังสือหรือสื่อความหมายใดที่จะมาแทนการสอนโดยตรงจากครูได้ ตัวครูเองนั้นสามารถทำมาหากินได้ตามลำพังอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีศิษย์มาช่วย การที่จะรับศิษย์หรือไม่จึงขึ้นอยู่กับความเอ็นดูเมตตาของครูเป็นส่วนตัว อำนาจการต่อรองของครูจึงอยู่เหนือศิษย์เสมอมา ศิษย์จึงต้องเคารพยำเกรงครูเสมือนพ่อแม่ที่คนที่สอง สัมพันธภาพระหว่างครูกับศิษย์จึงมีความแน่นแฟ้นและมีความผูกพันกันเสมือนญาติ

ต่อมาสังคมมนุษย์เริ่มเปลี่ยนไปโดยเกิดก้าวกระโดดที่สำคัญอันหนึ่งซึ่งทำให้ความสำคัญของครูเริ่มด้อยลง การเปลี่ยนแปลงนั้นก็คือการที่เริ่มใช้ "เงิน" เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ที่ว่าเงินมีส่วนทำให้ความสำคัญของครูเริ่มด้อยลงก็เพราะคนที่มีเงินไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้กับครูก็สามารถแสวงหาสิ่งที่ต้องการได้แทบจะทุกอย่างเช่น อยากจะได้ปลาก็เอาเงินไปซื้อปลามาจากชาวประมง อยากได้เนื้อสัตว์หรือภาชนะเครื่องปั้นก็ไปซื้อหาได้ที่ตลาด ไม่ต้องไปเรียนกับชาวประมงเรียนกับนายพรานหรือช่างปั้นให้ลำบากอีกต่อไป เพียงหาเงินมาได้ก็สามารถได้ของที่ต้องการเสมอ

ครูยังคงมีความสำคัญกับศิษย์ก็เฉพาะในเรื่องที่ไม่สามารถหาซื้อได้เท่านั้น เช่นความรู้และความสามารถทางด้านต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็น นามธรรม มิใช่ รูปธรรม ไม่สามารถแสวงหาได้จากตลาดขายสินค้า ใครอยากได้ก็ต้องไปเรียนรู้และฝึกกับครูเอาเอง หากได้พบครูที่ดีศิษย์ก็จะมีความประทับใจและระลึกถึงครูเป็นพิเศษ มีทั้งความรักและความเคารพอย่างนอบน้อมเพราะครูเป็นผู้สอนให้เขาเหล่านั้นมีความรู้ความสามารถตามที่ต้องการ แม้ว่าครูจะจากไปหรือล่วงลับไปแล้วศิษย์ก็ยังคงระลึกถึงครูอยู่เสมอทั้งนี้เพราะต้องใช้วิชาความรู้ที่เรียนจากครูทำมาหากินอยู่ทุกวันด้วยเหตุนี้จึงเกิดประเพณี "ไหว้ครู" ขึ้น ซึ่งมีหลายสาขาวิชาชีพเช่น นักรบ โหราศาสตร์ นาฏศิลป์ และ ดนตรี เป็นต้น

แต่ปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าคนไม่ได้แสวงหา "ครูดี" ในความหมายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แต่แสวงหา "ครูที่เก่ง" เป็นสำคัญ ดังนั้นถ้าโชคดีก็สมหวัง ถ้าโชคไม่ดีก็จะผิดหวังครับ

หน้า <1 , <2 (กลับไปสาระหน้าแรก)