(หน้า 2)

คำว่า 3 ดี ก็บอกเป็นนัยอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องดีสามประการนั่นเอง และใครที่สามารถทำให้ครบ 3 ดี ได้ก็จะบรรเลงดนตรีได้ไพเราะประทับใจผู้ฟังเสมอ คนที่ทราบเรื่อง 3 ดีจึงได้เปรียบและได้ประโยชน์มากกว่าคนที่ไม่รู้มากทีเดียวครับ วันนี้ผมจึงนำเรื่องนี้มาเล่าไว้ให้ทราบกันอีกทีครับ

ดีที่ ๑ "เครื่องดนตรีมีคุณภาพดี"

ท่านบอกว่าดีข้อแรกนั้นนักดนตรีจะต้องมีเครื่องดนตรีดีครับ คำว่าเครื่องดนตรีดีนั้นหมายความว่าเครื่องดนตรีที่นำมาบรรเลงต้องมีคุณภาพเสียงดี ไม่ใช่มีรูปร่างสวย ประดับประดาด้วยวัสดุมีค่า หรือมีราคาแพงนะครับ จริงอยู่ที่เครื่องดนตรีสวยงามเป็นสิ่งดึงดูดตาผู้ชมแต่ไม่สำคัญเท่ากับเสียงของเครื่องดนตรีครับ เครื่องดนตรีที่มีรูปร่างธรรมดาไม่สวยสะดุดตาแต่คุณภาพเสียงดีถือว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ดีมากกว่าเครื่องดนตรีที่สวยสะดุดตาแต่เสียงไม่มีคุณภาพ ดังนั้นการเลือกหาเครื่องดนตรีที่ดีจึงต้องดูประกอบกันทั้งสองเรื่องคือ ดูรูปร่างของเครื่องดนตรี และ ดูคุณภาพเสียงของเครื่องดนตรี ประกอบกัน

ความหมายของเครื่องดนตรีดีนั้นนอกจากจะมีคุณภาพเสียงดีรูปร่างสมส่วนไม่ขัดตาเกินไปแล้วยังต้องดูว่ามีคุณภาพแข็งแรงคงทนดีหรือไม่ มีความสะดวกในการใช้บรรเลงหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าใช้บรรเลงไปสักพักแล้วก็ชำรุดเสียหายอย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นความหมายของเครื่องดนตรีดีจึงต้องพิจารณาดูในเรื่องเหล่านี้ด้วย

ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) กล่าวเปรียบเทียบไว้ว่า "เครื่องดนตรีดี" ก็เปรียบเหมือน "อาวุธดี" นักรบที่มีอาวุธดีย่อมได้เปรียบศัตรูในสมรภูมิและมีโอกาสได้ชัยชนะมากกว่านักรบที่มีอาวุธด้อย ในกรณีของนักดนตรีหมายความว่าการที่เครื่องดนตรีของเรามีคุณภาพเสียงไพเราะน่าฟังย่อมโน้มนำให้ผู้ฟังมีความชื่นชมและประทับใจในการบรรเลงดนตรีของเราไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ก็มีข้อควรคิดไว้สักนิดคือ แม้ว่าจะมีเครื่องดนตรีที่มีคุณภาพดีแต่ฝีมือการบรรเลงของเราไม่ดีก็ไม่แน่ว่าจะสามารถบรรเลงดนตรีได้ไพเราะประทับใจผู้ฟังเสมอไป เรื่องของ "ฝีมือดี" จึงเป็นดีข้อที่สองครับ

ดีข้อที่ 2 มีฝีมือดี
คำว่าฝีมือดีนั้นหมายถึงฝีมือในการบรรเลงดนตรีของนักดนตรีที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เมื่อประกอบกับได้เครื่องดนตรีที่มีคุณภาพดีก็ย่อมเกิดความไพเราะน่าฟังมากยิ่งขึ้น การฝึกฝีมือให้ดีนั้นมีหลักการดังในภาพต่อไปนี้ครับ

หลักการที่ว่านี้เป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ ก็คือเรื่องของอิทธิบาทสี่นั่นเอง คำนี้ถ้าจะแปลให้ได้ความหมายที่เข้าใจได้ง่ายก็คือ คำว่า "อิทธิ" นั้นแปลว่า "ความสำเร็จอันเป็นอัศจรรย์" ส่วนคำว่า "บาท" แปลว่า "ที่ตั้ง" ดังนั้นคำว่าอิทธิบาทสี่จึงแปลว่าความสำเร็จอันเป็นอัศจรรย์ 4 ประการนั่นเอง เรื่องนี้มีที่มาว่ามีคนไปถามพระพุทธเจ้าว่าการที่บุคคลจะมีความสำเร็จในการเรียนวิชาใดๆนั้นมีหลักปฏิบัติอย่างไรบ้าง พระพุทธเจ้าจึงตรัสถึงเรื่องของอิทธิบาทสี่และทรงรับรองว่าผู้ใดปฏิบัติอิทธิบาทสี่ให้ถึงพร้อมแล้วย่อมมีความสำเร็จในการเรียนวิชานั้นแน่นอน

ข้อแรกของอิทธิบาทสี่คือ ฉันทะ ครับ คำว่า "ฉันทะ" หมายถึงความพอใจรักใคร่ในวิชาที่เรียน ข้อนี้เป็นข้อแรกที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนเพราะถ้าไม่มีข้อนี้ก็คงไม่มีข้ออื่นๆตามมานะครับ สมมติว่านาย ก.ต้องการจะเรียนตีระนาดก็ต้องมีความอยากตีระนาดมาก่อน ความอยากตีระนาดนี้ต้องดูด้วยว่ามีสักกี่เปอร์เซนต์ ถ้าอยากนิดๆหน่อยก็อาจจะไม่มีแรงผลักดันพอที่จะไปหาที่เรียนตีระนาดหรือซื้อระนาดมาฝึกตี แต่ถ้าอยากมากเกินกว่า 50 – 60 % ก็พอที่จะทำให้นาย ก.เริ่มขวนขวายหาทางที่จะเรียนตีระนาดจนได้ จึงกล่าวได้ว่า ฉันทะ ต้องเกิดก่อนเป็นข้อแรกนะครับ

เมื่อฉันทะเกิดแล้วย่อมโน้มนำให้เกิด "วิริยะ" ตามมา คำว่าวิริยะหมายถึงความขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียนวิชานั้นอย่างเต็มที่ ข้อนี้ก็เหมือนกับข้อแรกคือความสำเร็จขึ้นอยู่ที่ว่าผู้เรียนจะมีวิริยะสักกี่เปอร์เซนต์ ถ้าขยันมากก็ได้ความสำเร็จมาก ถ้าเกียจคร้านก็จะไม่ค่อยมีความสำเร็จในการเรียนสักเท่าใดนัก ดังนั้นข้อนี้จึงเป็นเรื่องที่ผู้ฝึกต้องเอาใจใส่ให้ดีนะครับ

แม้ว่าบางคนอาจจะมีทั้ง ฉันทะ และ วิริยะ เพียบพร้อมร้อยเปอร์เซนต์ แต่ถ้าไม่มีอิทธิบาทสี่ข้อที่ 3 คือ "จิตตะ" แล้ว ก็ไม่อาจจะพบความสำเร็จในการเรียนได้เช่นกัน เช่นสมมติว่า นาย ก.มีความอยากเรียนตีระนาดเต็มที่ร้อยเปอร์เซนต์ มีความขยันฝึกตีระนาดร้อยเปอร์เซนต์ แต่ทำได้เพียงเดือนเดียวก็เลิกเสียแล้ว นี่เรียกว่าขาด จิตตะ คือความเอาใจจดใจจ่อในการเรียนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ดังนี้ นาย ก.ก็จะไม่ประสบความสำเร็จในการตีระนาดเช่นกัน

สมมติว่า นาย ก.มีอิทธิบาทสี่ทั้ง 3 ข้อแรกคือ ฉันทะ วิริยะ และ จิตตะ ครบถ้วนแต่ถ้าขาดข้อที่ 4 คือ "วิมังสา" แล้วนาย ก.ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการฝึกตีระนาดอยู่ดี เพราะคำว่า วิมังสา นั้นหมายถึงความหมั่นใคร่ครวญถึงข้อดีข้อด้อยในการเรียนของตนอยู่เสมอ คือรู้ว่าตนเองมีข้อเสียอย่างไรในการตีระนาดและพยายามแก้ไข ต้องรู้ว่าการจะตีระนาดให้ดีนั้นเป็นอย่างไรและพยายามทำให้ได้ตามนั้น ดังนี้จะเห็นว่าแม้มี 3 ข้อแรกบริบูรณ์แต่ขาดข้อที่ 4 ก็ไม่พบความสำเร็จเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่าการฝึกฝีมือการบรรเลงดนตรีให้ดีนั้นต้องมีอิทธิบาทครบทั้ง 4 ประการครับ และแต่ละข้อจะต้องมีให้เต็มร้อยเปอร์เซนต์ทุกข้อจึงจะพอเชื่อได้ว่าจะพบความสำเร็จในการเรียนศาสตร์นั้นๆในที่สุด

ตามที่กล่าวมานี้ก็คือ "ดี ข้อที่ 2" ในความหมายของ 3 ดี ที่ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะฯท่านสอนไว้นะครับ ลองอ่านแล้วพินิจพิจารณาดูให้เข้าใจ ถ้าเห็นว่าดีและควรนำไปปฏิบัติก็ลองทำดูครับ แต่ถ้าเห็นว่าไม่น่าจะใช่เรื่องสำคัญก็จำไว้ประดับความรู้ก็แล้วกันครับ

หน้า <1 , >3 (กลับไปสาระหน้าแรก)