(หน้า 2)
สำนวนภาษาของการตีหน้าทับนั้นนิยมเรียกตามเสียงของกลองที่ใช้ตีเป็นสำคัญ อาทิเช่นเสียงการตีตะโพนทั้ง 12 เสียง ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่ส่วนมากจะนิยมเรียกตามเสียงที่เกิดจากการตีโทน-รำมะนา หรือ กลองแขก มากกว่า เพราะสะดวกในการออกเสียง ถ้าเป็นกลุ่มเครื่องดนตรีประเภทวงเครื่องสายจะมีคำเรียกวิธีตีหน้าทับอยู่ 4 คำคือ โจ๊ะ จ๋ง ติง ทั่ม เนื่องจากเป็นพยางค์เสียงที่เกิดจากการตีโทนและรำมะนา ซึ่งเป็นเครื่องทำจังหวะที่ใช้บรรเลงในวงเครื่องสาย
ถ้าเป็นวงปี่พาทย์ซึ่งใช้กลองแขกบรรเลงก็จะเรียก 4 พยางค์เช่นกันคือ โจ๊ะ จ๊ะ ติง ทั่ม มีความแตกต่างกันอยู่พยางค์เดียวคือเสียง "จ๋ง" ที่เกิดจากการตีโทน กับเสียง "จ๊ะ" ที่เกิดจากการตีกลองแขกนอกนั้นเรียกเหมือนกัน การที่เรียกต่างกันนั้นก็เพราะว่า กายภาพของกลองแขกและโทนมีความแตกต่างกัน จึงให้เสียงการตีที่แตกต่างกัน เราสามารถแบ่งกลุ่มวลีของเสียงได้ดังนี้
เสียงที่เกิดจากการตีโทนมี 2 พยางค์ คือ จ๋ง และ ทั่ม
เสียงที่เกิดจากการตีรำมะนามี 2 พยางค์ คือ ติง และ โจ๊ะ
เสียงที่เกิดจากการตีกลองแขก ตัวผู้ คือ ติง และ โจ๊ะ
เสียงที่เกิดจากการตีกลองแขก ตัวเมีย คือ ทั่ม และ จ๊ะ
เสียงที่เกิดจากการตีกลองแขก ตัวเมีย คือ ทั่ม และ จ๊ะ
จะขออธิบายวิธีการใช้มือตีให้เกิดเสียงดังล่าวโดยลำดับดังนี้
การตีโทนให้ได้เสียงที่เรียกว่า จ๋ง
ใช้บริเวณปลายนิ้วตีหรือดีดลงไปบริเวณผืนหนังตรงขอบโทนอย่างแรงและเร็ว พร้อมกับยกนิ้วขึ้นจะเกิดเป็นเสียง
จ๋ง
|
|
![]() |
การตีโทนให้ได้เสียงที่เรียกว่า ทั่ม
ใช้ฝ่ามือที่นิ้วเรียงชิดติดกันตีเฉียงๆลงไปตรงกลางผืนหนังหน้าโทนเกือบเต็มฝ่ามือแล้วรีบยกมือขึ้นจะเกิดเสียง
ทั่ม
การบรรเลง โทน และ รำมะนา นั้นแต่เดิมใช้ผู้บรรเลง 2 คน บรรเลงร่วมกันโดยตีโทนคนหนึ่งและตีรำมะนาคนหนึ่ง ต่อมานิยมบรรเลงคนเดียวโดยใช้มือข้างหนึ่งตีโทน และอีกข้างหนึ่งตีรำมะนา อาจจะเป็นเพราะมีความกระชับและคล่องตัวกว่าการบรรเลงร่วมกันสองคน เพราะรูปร่างของโทนและรำมะนานั้นไม่ใหญ่โตเหมือนกลองแขก จึงสามารถบรรเลงคนเดียวได้สะดวก
| การตีกลองแขกตัวผู้ให้ได้เสียง ติง และ โจ๊ะ กลองแขกชุดหนึ่งมี 2 ตัว แต่ละตัวขึงหนังไว้ 2 ด้านตรงกันข้ามกันโดยมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เท่ากัน เวลาบรรเลงใช้นักดนตรีบรรเลงร่วมกัน 2 คนโดยตีกันคนละตัว ตัวที่มีขนาดเล็กเรียกว่า กลองแขกตัวผู้ เวลาตี ผู้บรรเลงจะนั่งชันเข่าข้างหนึ่ง หนุนตัวกลองให้อยู่ในลักษณะเอนเฉียงๆ เมื่อใช้ฝ่ามือตีลงไปบนหน้าใหญ่ของกลองแขกตัวผู้อย่างแรงและเร็ว พร้อมกับเปิดมือขึ้นจะเป็นเสียง ติง และเมื่อใช้ฝ่ามืออีกข้างหนึ่งตีลงไปบนหน้าเล็กในลักษณะเดียวกัน จะได้เสียง โจ๊ะ เสียงที่เรียกว่า ติง หรือ โจ๊ะ นี้นักดนตรีบางคนอาจเรียกแตกต่างกันไปบ้างตามการได้ยินของแต่ละคน แต่โดยรวมๆแล้วก็นิยมใช้คำเช่นที่กล่าวมานี้ |
![]() |
การตีกลองแขกตัวเมียให้ได้เสียง ทั่ม และ จ๊ะ
![]() |
กลองแขกตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่ากลองแขก เมื่อใช้ฝ่ามืออีกข้างหนึ่งตีลงไปบนหน้าเล็ก |
![]() |
จากรูปแบบวลีการตีหน้าทับเพียง 4 พยางค์นี้สามารถนำมาจัดรูปแบบการบรรเลงหน้าทับได้มากมาย เพื่อให้เข้ากับลักษณะของท่วงทำนองเพลงอันหลากหลายเช่นเพลงที่ออกสำเนียงไทย ลาว เขมร พม่า มอญ แขก จีน ฯลฯ ดังตัวอย่างที่ได้แสดงไว้ในตอนท้ายของเอกสารนี้
รูปแบบการเขียนหน้าทับเพลงไทย
การเขียนหน้าทับเพลงไทยนิยมเขียนเป็น 4 พยางค์ต่อ 1 ห้องโดยหนึ่งบรรทัดจะไม่เกิน 8 ห้อง พยางค์เสียงใดที่เป็นจังหวะหยุดจะใช้เครื่องหมาย - เขียนแทนชื่อของพยางค์เสียงนั้น รูปแบบการเขียนสามารถแบ่งออกได้เป็น 8 ลักษณะดังนี้ (จะใช้เฉพาะเสียง ติง เป็นตัวอย่าง)
รูปแบบที่ 1 - - - ติง (เว้น 3 พยางค์แรกแล้วตีเฉพาะพยางค์สุดท้ายในห้อง)
รูปแบบที่ 2 - - ติง ติง (เว้น 2 พยางค์แรกแล้วตี 2 พยางค์สุดท้ายต่อเนื่องกัน)
รูปแบบที่ 3 - ติง ติง ติง (เว้นพยางค์แรกแล้วตี 3 พยางค์สุดท้ายต่อเนื่องกัน)
รูปแบบที่ 4 ติง ติง ติง ติง (ตีทุกพยางค์ต่อเนื่องกัน)
รูปแบบที่ 5 ติง ติง ติง (ตีเหมือนรูปแบบที่ 4 แต่เว้นเฉพาะพยางค์ที่ 3)
รูปแบบที่ 6 - ติง - ติง (ตีเฉพาะพยางค์ที่ 2 และ 4)
รูปแบบที่ 7 ติง ติง - - (ตี 2 พยางค์แรกต่อเนื่องกันและเว้น 2 พยางค์หลัง)
รูปแบบที่ 8 - ติง - - (ตีเฉพาะพยางค์ที่ 2)
เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นจะขอยกตัวอย่างรูปแบบของหน้าทับมาให้ดูสัก 2 ตัวอย่างดังนี้
หน้าทับสองไม้ (ลาว) อัตรา 2 ชั้น

จากตัวอย่างที่นำมาแสดงเป็นสำเนียงการบรรเลงหน้าทับของ โทน รำมะนา โดยรำมะนาจะบรรเลงเฉพาะเสียง ติง เท่านั้น ส่วนโทนจะบรรเลง 2 เสียงคือ เสียง จ๋ง และเสียง ทั่ม เมื่อบรรเลงสอดประสานกันแล้ว จะได้รูปแบบเสียงที่กลมกลืนกับท่วงทำนองเพลงไทยสำเนียงลาวในอัตรา 2 ชั้นทุกเพลง
หน้าทับสองไม้ (ไทย) อัตรา 2 ชั้น

หน้าทับสองไม้ (ไทย) นั้นบางทีนิยมเรียกว่า หน้าทับทยอย มักใช้บรรเลงกับเพลงในอัตรา 2 ชั้นที่มีลีลาโศกเศร้ารันทดใจเช่นเพลง ทยอยญวน หรือ เพลงช้าโหย เนื่องจากทำนองการบรรเลงหน้าทับมีลักษณะสะอึกสะอื้นรันทดใจเช่นเดียวกัน
บทสรุป
การบรรเลงหน้าทับเพลงไทยด้วยกลองแบบต่างๆ เป็นการเพิ่มรสชาติให้กับการฟังดนตรีมากยิ่งขึ้น เคยมีผู้เปรียบเทียบไว้อย่างน่าฟังว่า การฟังดนตรีไทยหากขาดเสียงฉิ่งเสียงกลองเสียแล้ว ก็เหมือนแกงจืดที่ขาดเกลือฉะนั้น ดังนั้นการบรรเลงหน้าทับจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับวงดนตรีไทย ทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของนักดนตรีไทย ที่สามารถนำเอาพยางค์เสียงของกลองมาผูกเป็นรูปแบบการบรรเลง ให้สอดประสานสัมพันธ์กับท่วงทำนองเพลงได้อย่างไพเราะเหมาะสม นับเป็นภาษาของดนตรีที่งดงามอีกแบบหนึ่ง ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนของชาติใดๆ ยิ่งบรรเลงเพลงที่ออกสำเนียงภาษาเช่น ลาว แขก จีน ญวน เขมร มอญ พม่า ฯลฯ และใช้หน้าทับสำหรับตีกลองให้ถูกต้องแล้ว จะเพิ่มอรรถรสในการฟังเพลงได้มากทีเดียว
>หน้าต่อไป <หน้าที่แล้ว <กลับไปสาระหน้าแรก