"หน้าทับเพลงไทย"

การบรรเลงดนตรี, ขับร้อง และ ฟ้อนรำเป็นวัฒนธรรมพื้นฐานของมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ มาตั้งแต่ครั้งยุคดึกดำบรรพ์มนุษย์นั้นมีความแตกต่างจากสัตว์ ที่เห็นได้ชัดประการ หนึ่งคือมนุษย์มิได้ต้องการบำรุงเลี้ยงร่างกายด้วยปัจจัย 4 เท่านั้น หากแต่ยังต้องการ “ปัจจัยที่ 5” คือการบำรุงเลี้ยงจิตใจด้วย สิ่งที่บำรุงเลี้ยงจิตใจ ของมนุษย์นั้นมีหลายอย่าง อาทิเช่น ศาสนา ความบันเทิง และ งานศิลปะ เป็นต้น

ดนตรีจัดเป็นงานศิลปะชนิดหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นอาหารใจของมนุษย์ซึ่งนอกจากจะหล่อเลี้ยงจิตวิญญานให้มีความสุขแล้วยังเป็นการแสดงออกถึง ความรู้สึก นึกคิด ขนบธรรมเนียมประเพณี และ ภูมิปัญญาของชนในแต่ละชาติด้วย ดนตรีไทยจึงเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดและภูมิปัญญาของคนไทย เช่นกัน

 

มนุษย์มีภาษาพูดและภาษาเขียนเพื่อใช้สื่อความหมายกันอย่างไรดนตรีก็มีภาษาพูดและภาษาเขียนสำหรับใช้สื่อสารระหว่างนักดนตรีด้วยกันฉันนั้น ภาษาพูดของดนตรีก็คือการบรรเลงดนตรีให้ฟังโดยตรงส่วนภาษาเขียนของดนตรีก็คือตัวโน้ตที่นักดนตรีใช้ศึกษาเรียนรู้ทำนองเพลงนั่นเอง ภาษาของดนตรีนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆคือ

1) ภาษาดนตรี คือการบรรเลงทำนองดนตรีด้วยเครื่องดนตรี

2) ภาษาขับร้อง คือการเปล่งเสียงเป็นทำนองดนตรีด้วยการขับร้อง

3) ภาษาจังหวะ คือการทำเสียงดนตรีด้วยเครื่องทำจังหวะต่างๆ

แต่ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะภาษาของดนตรีในข้อที่ 3 คือ ภาษาจังหวะ

เรื่องของเครื่องดนตรีประเภทที่ใช้ทำจังหวะนี้มีข้อคิดที่น่าสนใจคือ นักดนตรีทางตะวันตกมิได้ถือว่าเครื่องพวกนี้เป็นเครื่องดนตรีโดยตรง เพราะมิได้ทำเสียงซึ่งอยู่ในระบบความถี่ของกลุ่มตัวโน้ตตามมาตรฐานของโน้ตสากล จึงเรียกว่าเครื่องทำจังหวะ (percussion) เพราะทำเสียงด้วยการใช้มือหรือวัสดุเคาะตีหรือกระทบกันให้เกิดเสียง แต่นักดนตรีไทยถือว่าเครื่องทำจังหวะเช่น กลอง ฉิ่ง หรือ กรับ นั้นจัดเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง

เรื่องนี้อาจจะเป็นด้วยการให้นิยามความหมายของคำว่า “เสียงดนตรี” ที่แตกต่างกันก็เป็นได้คือนักดนตรีตะวันตกให้ความหมายของเสียงดนตรีไว้กว้างๆดังนี้
เสียงดนตรี คือเสียง สูง-ต่ำ-สั้น-ยาว ที่มีระดับความถี่ของเสียงอยู่ในเกณฑ์ 12 ช่วงเสียงตามที่ระบุไว้ในระบบโน้ตสากล ดังนั้นเสียงของพวกเครื่องจังหวะซึ่งไม่ได้มีความถี่ของเสียงอยู่ในระบบดังกล่าว จึงไม่ถือว่าเป็นเครื่องดนตรีแต่จัดให้อยู่ในกลุ่มเครื่องทำจังหวะ

สำหรับนักดนตรีทางตะวันออกเช่นประเทศไทยเราให้นิยามความหมายของเสียงดนตรีไว้โดยรวมๆว่า เสียงดนตรี ก็คือเสียงใดก็ตามที่ฟังแล้วรู้สึกไพเราะประทับใจถือว่าเป็นเสียงดนตรีทั้งนั้น ดังนั้นเสียง ฉิ่ง กลอง กรับ จึงถือว่าเป็นเสียงดนตรีด้วยแม้ว่าเครื่องทำจังหวะดังกล่าวจะไม่ได้ทำเสียงในความถี่ดังที่นักดนตรีตะวันตกกำหนดก็ตาม แต่เมื่อฟังเสียงเครื่องจังหวะเหล่านี้ควบคู่ไปกับทำนองเพลงแล้ว ผู้ฟังจะรู้สึกไพเราะประทับใจเช่นกัน

นอกจากจะถือว่าเครื่องทำจังหวะเป็นเครื่องดนตรีแล้ว นักดนตรีไทยยังให้ความเคารพยกย่องเครื่องทำจังหวะบางชิ้นเป็นตัวแทนสูงสุดอันเป็นที่เคารพของนักดนตรีทั่วไปด้วย นั่นคือ กลองสองหน้าชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ตะโพน” โดยนักดนตรีถือว่าตะโพนนั้นเป็นตัวแทนของ “พระปรคนธรรพ” หรือ บรมคนธรรพ์ ซึ่งเป็นครูของคนธรรพ์ทั้งปวง

คนธรรพ์นั้นเป็นเทวดาจำพวกหนึ่งซึ่งมีหน้าที่ขับกล่อมบรรเลงดนตรีในสรวงสวรรค์ แม้ว่าจะไม่ใช่เทวดาที่มีลำดับศักดิ์สูงนัก แต่คนธรรพ์ก็มีฝีมือในการขับร้องประโคมดนตรีเป็นเยี่ยม สาเหตุที่นักดนตรีไทยยกย่องให้ตะโพนเป็นตัวแทนของพระปรคนธรรพนั้น อาจจะมีสาเหตุเกี่ยวเนื่องมาจากตำนานความเป็นมาของเพลงสาธุการที่เล่าว่าสมัยเมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใหม่ๆนั้นท้าวผกาพรหม (บางแห่งเชื่อว่าคือพระอิศวร) ได้ท้าประลองฤทธิ์กับพระพุทธเจ้าโดยให้ผลัดกันหาที่ซ่อนตัวแล้วให้อีกฝ่ายค้นหา ครั้งแรกท้าวผกาพรหมเป็นฝ่ายซ่อนก่อนโดยเนรมิตกายเป็นละอองธุลีที่เล็กที่สุด แล้วหลบลงไปซ่อนอยู่ท่ามกลางก้นเกษียณสมุทรที่ดำมืด แต่ก็ไม่อาจหลบพ้นข่ายพระญานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ครั้นถึงคราวที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นฝ่ายซ่อนบ้าง พระองค์ทรงเนรมิตพระวรกายให้ย่อเล็กลงเท่าละอองธุลีเช่นเดียวกัน แต่เสด็จขึ้นไปประทับซ่อนอยู่ในมุ่นมวยผมบนเศียรของท้าวผกาพรหม ท้าวผกาพรหมใช้ทิพย์เนตรมองค้นหาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุธเจ้าจนตลอดทั่วทั้งไตรภพ ก็ยังไม่สามารถมองเห็นพระพุทธองค์ได้จึงตรัสยอมแพ้ พระพุทธเจ้าจึงแสดงพระองค์ให้ท้าวผกาพรหมรู้ว่า ทรงประทับอยู่บนมวยผมของท้าวผกาพรหมนั่นเอง

เมื่อท้าวผกาพรหมยอมแพ้แล้วจึงกราบบังคมทูลอัญเชิญให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากมุ่นมวยผมอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังทรงนิ่งเฉยอยู่ จนเมื่อเหล่าคนธรรพ์พากันประโคมบรรเลงเพลงสาธุการขึ้น จึงได้เสด็จลงมาจากเศียรของท้าวผกาพรหม ดังนั้นในเวลาต่อมาเพลงสาธุการจึงกลายเป็นเพลงทีใช้ประโคมบรรเลงในพิธีเพื่ออัญเชิญองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะ และเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่เริ่มบรรเลงเพลงสาธุการก่อนเครื่องดนตรีชนิดอื่นใดก็คือตะโพนนั่นเอง ดังนั้นนักดนตรีจึงถือว่า “ตะโพน” เป็นเครื่องดนตรีอันศักดิ์สิทธิ์ และถือว่าเป็นตัวแทนของพระปรคนธรรพซึ่งเป็นบรมครูของเหล่าคนธรรพ์ทั้งปวง ที่บรรเลงประโคมเพลงสาธุการเพื่ออัญเชิญสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งนั้น

ตะโพนนั้นแม้ว่าจะเป็นกลองที่มีเพียง 2 หน้าเหมือนกลองชนิดอื่นๆอีกหลายชนิด แต่มีความพิเศษพิสดารเหนือกว่าคือ สามารถตีบรรเลงออกมาได้มากมายหลายสำเนียง ผู้เขียนเคยได้ยินครูผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ผู้ที่ตีตะโพนนั้นต้องตีให้ได้หลายๆสำเนียงอาทิเช่น

พรึง พริง พรึม ป๊ะ ตุ๊บ ติง เท่ง

เทิง เทิด ถะ ทั่ม เพริ่ง เพริด พรืด

จึงจะถือว่าเป็นคนตะโพนได้ และอาจจะเป็นด้วยสาเหตุทั้งหลายดังที่ได้เล่ามานี้ จึงทำให้นักดนตรีไทยยกย่องเคารพ “ตะโพน” ให้เป็นบรมครูสูงสุดของนักดนตรี เวลาที่จัดพิธีไหว้ครูดนตรีไทยจึงจัดวางตะโพนไว้สูงกว่าเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ

ขอหวนกลับมาพูดถึงภาษาของเครื่องดนตรีประเภทที่ทำจังหวะกันใหม่คือ แม้ว่าเครื่องทำจังหวะ พวกนี้จะไม่สามารถทำระดับเสียงการบรรเลงให้อยู่ ในความถี่ของกลุ่มตัวโน้ตดนตรีเหมือน เครื่องดนตรีทั่วไปแต่ก็มีภาษาที่ใช้สื่อความหมายแทนสำเนียงการบรรเลงเป็นระบบเฉพาะตัว
ซึ่งเรียกว่า “หน้าทับ” เป็นคำซึ่งน่าจะมีที่มาจากชื่อของเครื่องดนตรีประเภทกลองชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ทับ” (ดังในรูป)

ทับเป็นกลองหน้าเดียว ขึ้นหนังหน้ากลองด้วยเกลียวเชือกหนังหรือหวายมีปากลำโพงทำด้วยไม้ หรือดินเผาเรียวยาวโดยคอดตรงปลาย ทับนี้แต่เดิมใช้บรรเลงในวง “มโหรีเครื่องสี่” มาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยมีเครื่องดนตรี 4 ชิ้นคือ ซอสามสาย กระจับปี่ กรับพวง และ ทับ

เหตุที่เรียกกลองชนิดนี้ว่า “ทับ” นั้นยังไม่ทราบที่มาแน่ชัด อาจจะเป็นการเรียกตามเสียงที่ดังทับๆหรืออาจจะเป็นด้วยเหตุอื่นก็ได้ กลองที่เรียกว่าทับนี้ต่อมาภายหลังนักดนตรีนิยมเรียกว่า “โทน” สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ้นพร้อมๆกับการที่ได้มีการนำเอา “รำมะนา” ซึ่งเป็นกลองอีกชนิดหนึ่งมาบรรเลงร่วมกับโทนใน “วงมโหรีเครื่องหก”

โทนนั้นมีรูปร่างคล้ายกับทับ แต่มีความสวยงามประณีตมากกว่าโดยนิยมทำเป็นลวดลายสวยงามที่ตัวโทน และที่เรียกว่าโทนนั้นก็อาจจะเรียกตามเสียงที่ได้ยินเมื่อใช้มือตีหน้ากลองแบบเปิดมือ ซึ่งจะได้ยินเสียงดัง โท่นๆๆ ก็เป็นได้

อย่างไรก็ดีคำว่า “หน้าทับ” ก็ได้กลายมาเป็นชื่อเรียกรูปแบบสำเนียงภาษาของการบรรเลงเครื่องจังหวะ ประเภทกลองของดนตรีไทยมาจนถึงทุกวันนี้ โดยได้มีการคิดค้นพัฒนารูปแบบสำนวนภาษาในการบรรเลงหน้าทับเพลงไทย ออกมามากมายเป็นร้อยๆหน้าทับ ดังรายชื่อตัวอย่างหน้าทับบางส่วน (ในหน้าสุดท้าย)

>หน้าต่อไป <กลับไปสาระหน้าแรก