สายขิมนั้นส่วนใหญ่ทำด้วยสายทองเหลืองเนื่องจากมีเสียงกังวานดีและมีสีสันสวยงาม เสียง
ขิม 1 เสียง จะเกิดจากสายทองเหลือง 3 เส้น ซึ่งขึงวางพาดอยู่บนตัวขิมและหย่องขิมดังรูปต่อ
ไปนี้
1 - หมุดขิมฝั่งซ้าย 2 - หย่องพักสาย 3 - หย่องหนุนสาย 4 - สายขิม
5 - ตัวขิม 6 - ฝาขิม 7 - ลิ้นชักเก็บฆ้อน 8 - ช่องเก็บลิ้นชัก
9 - สันหย่องหนุนสาย (ใบเสมา) 10 - ฐานหย่องหนุนสาย (ฉลุเป็นร่อง)
สายทั้ง 3 เส้นนี้จะขึงอยู่ระหว่างหมุดยึดสายขิมทางฝั่งซ้าย และ หมุดยึดสายทางฝั่งขวาของ
ขิมโดยวางพาดอยู่บนหย่อง 3 อันด้วยกันคือ หย่องพักสาย (ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา) และ หย่อง
หนุนสาย อีก 1 อัน จำนวนสายขิมทั้งหมดมี 42 เส้น ถ้าเป็นเส้นใหม่ๆจะมีสีเหลืองมันเป็นเงาสวย
งาม สามารถใช้มือบิดให้ขาดจากกันได้ง่ายด้วยการพับสายขิมให้งอไขว้กัน แล้วใช้มือบิดโยกไป
มาสักสองสามทีก็จะขาด สายทองเหลืองนี้เมื่อนานเข้าจะมีสีดำคล้ำลงเพราะมีขี้ตะกรันมาเกาะ
โดยรอบสายจะแห้งเกราะและขาดง่ายขึ้นแต่กลับทำให้เสียงขิมก้องกังวานดีขึ้น
ปัจจุบันผู้ผลิตขิมบางรายเปลี่ยนมาใช้สายลวดเหล็กที่เรียกว่า"เสตนเลส-สตีล" (Stainless
Steel) ขึงแทนสายลวดทองเหลืองซึ่งให้คุณภาพเสียงขิมดีขึ้นและสายขิมไม่ขาดง่ายแต่ตัวขิม
จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ขึ้นเพราะสายลวดเสตนเลส-สตีลนั้นมีความเหนียวกว่าลวดทองเหลืองจึง
ต้องขึงให้ตึงมากๆเสียงจึงจะกังวานดี(การที่เพิ่มช่วงยาวของสายขิมทำให้ต้องหมุนสายขิมให้
ตึงมากขึ้นเสียงขิมจึงจะกังวานดี)แต่ถ้าใช้สายลวด เสตนเลส-สตีลมาเปลี่ยนแทนสายลวดทอง
เหลืองโดยไม่เพิ่มช่วงยาวของตัวขิมแล้ว เสียงขิมจะไม่น่าฟังเพราะสายยังไม่ตึงเต็มที่หรือถ้า
จะให้เสียงดังกังวานดีก็ต้องเทียบเสียงขิมตัวนั้นให้สูงกว่าระดับเสียงปกติที่นิยมบรรเลงกันใน
วงเครื่องสายไทย(เสียงที่นิยมบรรเลงกันในวงเครื่องสายคือเสียง เพียงออ)