หย่องขิมมี 2 ชนิดคือ "หย่องหนุนสายขิม" และ "หย่องบังคับเสียงขิม" หย่องหนุนสายขิม
นั้นมี 2 ชิ้น แต่ละชิ้นมีลักษณะยาวแบนเป็นสันหนา ส่วนล่างนิยมฉลุเป็นลวดลายโปร่ง ส่วนบน
มีลักษณะคล้ายกับ "ใบเสมา" มี 7 อันด้วยกัน ทำด้วยวัสดุแข็งเช่น กระดูกสัตว์หรืองาเพื่อให้
สามารถทนแรงกดจากสายขิมจำนวนมากได้ ถ้าหากไม่ใช้ กระดูกสัตว์ หรืองาก็ใช้ไม้เนื้อแข็ง
หรือพลาสติกแทนได้แต่ต้องฝังแผ่นโลหะ เช่นทองเหลืองหรือลวดเหล็กไว้บนสันด้านบน เพื่อ
ให้แข็งพอที่จะรับแรงกดจากสายขิมได้เป็นเวลานานๆ ขิมตัวหนึ่งจะใช้หย่องหนุนสายขิมจำนวน
2 แถว แถวทางด้านซ้ายมือของผู้บรรเลงทำให้เกิดเสียงที่สามารถบรรเลงได้ทั้ง 2 ฝั่งของตัว
หย่อง ส่วนแถวทางด้านขวามือของผู้บรรเลงทำให้เกิดเสียงที่สามารถบรรเลงได้เฉพาะเพียง
"ฝั่งซ้าย" ของหย่องเท่านั้น
ตรงส่วนที่ถัดจากแนวที่ตั้งของหย่องที่มีรูปร่างคล้ายกับใบเสมาลงมามักจะนิยมฉลุเป็นลาย
โปร่งเพื่อให้แลดูสวยงาม ถ้าเป็นขิมโป๊ยเซียนก็จะฉลุเป็นลายระเบียงแบบอาคารจีน บางทีก็เป็น
ลายดอกไม้ ทั้งนี้สุดแท้แต่ช่างผู้ผลิตขิมจะเห็นสวยงาม หย่องหนุนสายขิมทั้ง 2 อันนี้ทำหน้าที่
ถ่ายทอดแรงสะเทือนจาก สายขิม ลงสู่พื้นไม้ด้านบนของตัวขิม ทำให้เกิดเสียงก้องกังวาน หย่อง
จึงต้องทำด้วยไม้เนื้อแข็งที่ไม่มี "ตาไม้" หรือเนื้อไม้ที่จะบิดเบี้ยวได้โดยง่าย นักดนตรีไทยบาง
คนเรียกหย่องว่า "นม" คือเรียกตามแบบ "นมจะเข้" เพราะเห็นว่าใบเสมามีลักษณะหยักขึ้นลง
เป็นแนวยาวเช่นเดียวกับนมจะเข้ โดยความจริงแล้ว นมจะเข้ไม่ได้รองรับติดอยู่กับสายของจะเข้
คือไม่ได้ทำหน้าที่หนุนสายจะเข้ แต่ทำหน้าที่รองรับการกดของนิ้วมือขณะที่นักดนตรีดีดจะเข้
จึงไม่ได้เรียกว่าหย่อง การที่เราเรียกว่า "นมจะเข้" นั้น เพราะเดิมจะเข้ทำเป็นรูปตัวจระเข้ซึ่งเป็น
สัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง เราจึงเรียกชิ้นไม้เล็กๆที่เรียงรายอยู่บนตัวจะเข้ว่า "นม" ส่วนหย่อง
ของจะเข้นั้นเป็นแผ่นไม้แบนหนาด้านบนเจาะเป็นช่องในลักษณะของ "ซุ้มประตู" ตั้งอยู่ตรงด้าน
ซ้ายมือของผู้บรรเลงก่อนที่จะถึง "รางไหม" (ร่องสำหรับสอดสายจะเข้ลงไปในรูที่ก้านลูกบิด)
ทำหน้าที่รองรับสายทั้ง 3 สายของจะเข้ไว้ก่อนที่จะไปถึงก้านลูกบิดของจะเข้
หย่องของ "หยางฉิน" (ขิมจีน) ในปัจจุบัน บางแบบทำหย่องแยกออกไปตัวๆอย่างอิสระคือ
ไม่ได้เป็นชิ้นเดียวกันแต่ทำเป็นลักษณะคล้ายกับตัวหมากรุกมีฐานกลม ด้านบนทำเป็นสันแข็งไว้
รองรับสายขิมเหมือนขิมทั่วไป การที่ทำหย่องแยกเป็นอิสระจากกันนี้มีข้อดีในการปรับเทียบ
เสียงคือ ทำให้สะดวกในการจัดเสียงของสายขิมแต่ละเส้นได้อย่างอิสระแต่ก็มีข้อเสียคือแนวที่
ตั้งของหย่องอาจไม่เรียงกันเป็นแถวอย่างสวยงามนักและไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เทียบเสียงเองไม่
เป็นเพราะต้องเลื่อนจัดหย่องประเภทนี้อยู่บ่อยครั้ง