มาตัวเปล่าก็ไปตัวเปล่า

อุปมา

เมื่อแรกเกิดนั้น เด็กทารกมักร้องไห้ ดิ้นรน และ กำมือแน่น ทั้งๆที่มิได้มีสมบัติอะไรติดมือมาเลยสักชิ้นเดียว แม้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จนรู้ความแล้ว ก็ยังคงร้องไห้อยู่เสมอเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการดังใจ ครั้นใกล้จะตายก็ร้องไห้อีกเพราะความอาลัยในสิ่งอันเป็นที่รัก แต่ก็ต้องตายจากโลกนี้ไปพร้อมกับมือที่หงายแบออกโดยไม่สามารถนำอะไรติดมือไปได้เลย

อุปมัย

ผู้ที่ไร้เดียงสาในทางธรรมนั้นมักดิ้นรนและแสวงหาสิ่งอันเป็นที่รักร่ำไป หากไม่พบกับสิ่งที่รัก หรือ ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ก็มักจะร้องไห้คร่ำครวญด้วยความทุกข์เวทนาอย่างแสนสาหัส ครั้นถึงอายุขัยของตนก็ร้องไห้คร่ำครวญอีก เพราะกลัวว่าจะต้องจากสิ่งอันเป็นที่รัก แต่ในที่สุดก็ต้องจากโลกนี้ไปโดยที่ไม่สามารถจะนำสิ่งอันเป็นที่รักติดตัวไปได้เลยแม้แต่น้อย

ทารกแรกเกิดกายมา ทั่วทั้งกายา สมบัติมิมีติดตน มือน้อยกำแน่นดิ้นรน ดั่งทุกข์เหลือทน ร้องจ้าหาสิ่งพึงใจ แม้จนร่างกายเติบใหญ่ พลัดพรากใดใด ละเมอเพ้อพร่ำร่ำหา ถึงคราวจะสิ้นชีวา ละจากโลกา คร่ำครวญด้วยหวนอาลัย ชีพดับลับละสิ้นไป นำสิ่งใดได้ มือหงายแบว่างอย่างเดิม ชนใดไร้คุณธรรมเสริม จากชีวิตเริ่ม จบตายมิแคล้วคล้ายกัน ตัณหาพาจิตบิดผัน โศกาจาบัลย์ เช่นนั้นมิได้เดียงสา ฯ </PLAINTEXT> <P><HR> การยึดมั่นอยู่ด้วยความรักนั้นย่อมนำทุกข์มาให้เสมอ </BODY> </HTML>